เทคนิคการเลือกซื้อ เลือกเก็บมะม่วง

004

เดือนเมษายนอากาศร้อนอบอ้าว และอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตลอดทั้งเดือนก็ว่าได้ เพราะกว่าจะรดน้ำดำหัวคนเฒ่าคนแก่ ญาติพี่น้องที่อาวุโสเสร็จก็คงจะปลายเดือน ช่วงที่อากาศร้อนอาหารกลางวันที่ทางภาคเหนือนิยมกินกันตอนกลางวัน คงจะเป็นตำมะม่วง ตำมะปราง หลังจากทานอาหารเที่ยง ก็จะเป็นอาหารว่างก็คือ มะม่วงน้ำปลาหวาน หรือมะม่วงมะปรางจิ้มกับน้ำพริก มะม่วงดิบจะอร่อยหรือไม่อร่อยอยู่ที่ความสดของมะม่วง กรอบและเปรี้ยวก็สะใจแล้ว แต่ข้าวเหนียวมะม่วง จะต้องมูลข้าวเหนียวให้อร่อยไม่แฉะ เมล็ดข้าวใสรสชาติหวาน มัน และเค็มนิดๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มะม่วงต้องหวาน มันถึงจะอร่อยสุดยอดไปเลย ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามะม่วงนั้นสุกแก่หรือยัง และเราเลือกซื้อมะม่วงอย่างไหนรสชาติจะหวานถูกใจ

ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร แน่นอนผู้ผลิตหรือเกษตรกรผู้ผลิตต้องรับผิดชอบควบคุมคุณภาพ ความสุกแก่ของมะม่วงรวมทั้งความปลอดภัยของผู้บริโภค เรื่องสารพิษตกค้างเช่นยาฆ่าแมลง ยาป้องกันกำจัดโรคพืช เพราะเกษตรกรผู้ผลิตมะม่วงเอามะม่วงไปขายเพื่อแลกกับเงินของผู้ซื้อหรือผู้บริโภค บางครั้งผู้บริโภคมะม่วงหลายคนไม่ทราบเลยว่ามะม่วงผลนั้นหวานหรือเปรี้ยว สุก หรือไม่สุก โดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เมื่อเกษตรกรใช้ถุงกระดาษคาร์บอนห่อสีของผลจะเป็นสีเหลืองทอง ดูแล้วไม่รู้หรอก ว่ามะม่วงสุกหรือไม่สุก เพราะสีของมันเป็นมะม่วงสุก เทคนิคและวิธีการดูว่ามะม่วงสุกแก่หรือยังของเกษตรกร จากการสังเกตดูสีผิวมะม่วงจะมีสีเข้มข้น ผิวเรียบ อกเต่งเต็ม อกอูมอิ่มเต็ม ขั้วผลเรียบ ถ้าเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง ปลายผลจะมีสีเข้มกว่าผล

หรือการเอาผลมะม่วงไปวางบนน้ำ  ถ้าหากผลมะม่วงจมดิ่งลงไปในน้ำนิ่งสงบ  ไม่พลิกตะแคงไปมา ก็แสดงว่ามะม่วงสุกแก่ได้ที่แล้ว  สามารถเก็บเกี่ยวได้เลย ที่นี้มาในส่วนของผู้ซื้อ  จะเลือกซื้อมะม่วงอย่างไรถึงจะได้ทานมะม่วงที่สุกแก่ได้ที่แล้ว  จะได้ทานมะม่วงที่รสชาติหวานหอมตรงกับสายพันธุ์ที่ท่านต้องการ  มะม่วงที่สุกแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวนำมาขายตามท้องตลาด  จะมีการทำให้มะม่วงสุก  คือ  ใช้บ่มแก๊สอะแซทเทอร์ลิน  หรือบ่มธรรมชาติ  ถ้ามะม่วงบ่มตามธรรมชาติมะม่วงไม่แก่เมื่อสุกแล้วผิวจะเหี่ยว  ไม่เต่งตึง  แต่มะม่วงที่บ่มแก๊สผิวจะเหลืองสวย  เต่งตึง

mango3 mango4
มะม่วงที่ยังไม่สุกเต็มที่ มะม่วงที่สุกแก่เต็มที่

มะม่วงไม่สุกแก่  แต่นำมาบ่มขาย 

มะม่วงบ่มแก๊ส มะม่วงบ่มธรรมชาติ
ผิวสวยสีเหลืองสวย

ผิวเต่งตึง

รสชาติเปรี้ยว

เหม็นกลิ่นแก๊ส

ผิวไม่สวยสีไม่สม่ำเสมอ

ผิวไม่เต่งตึง

รสชาติไม่หวาน

มะม่วงที่สุกแก่พร้อมเก็บขายได้

มะม่วงบ่มแก๊ส มะม่วงบ่มธรรมชาติ
สุกเร็ว  3  วันผิวสวย

สีเหลืองสม่ำเสมอ

อกอิ่ม  เต่งตึง

ขั้วผลเรียบ

รสชาติหวานอร่อย

(แต่อาจมีกลิ่นแก๊ส)

สุกช้ากว่าผิวสวย

สีเหลืองสม่ำเสมอ

อกอิ่ม  เต่งตึง

ขั้วผลเรียบ

รสชาติหวานอร่อย

(ไม่มีกลิ่นแก๊ส)

ที่มา http://research.rae.mju.ac.th/

10 ทริค “นอนหลับ”สบาย ในหน้าร้อน แบบไม่เปิดแอร์

003

ช่วงนี้แม่บ้าน Sanook!Home หลายคนถึงกับทำปากคว่ำ เมื่อเห็นใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าตอนสิ้นเดือน เพราะค่าไฟสูงทุบสถิติจากเดือนก่อนๆ ไปหลายร้อยบาท ก็อากาศร้อนปรอทแตกขนาดนี้ จะให้ทนอุดอู้อยู่ในบ้าน หรือในห้องนอนแบบไม่เปิดแอร์ มีหวังสิ้นชีพ

หลังจากกลุ้มใจกับค่าไฟบ้านมาหลายเดือน แม่บ้าน Sanook!Home ก็เกิดไอเดียหาวิธีประหยัดไฟ แบบเรายังคงนอนหลับสบาย แม้อากาศจะร้อนระอุ พร้อมแล้วไปดูกันดีกว่าค่ะ ว่ามีวิธีเด็ดๆ อะไรบ้าง

1.เครื่องนอนจากผ้าคอตตอนเท่านั้น เก็บชุดเครื่องนอนสวยหรูที่ทำจากผ้าซาติน ผ้าไหม หรือโพลีเอสเตอร์เข้ากรุไปก่อนเลย เพราะนั่นเป็นเส้นใยที่เหมาะสำหรับค่ำคืนในช่วงฤดูหนาว สำหรับหน้าร้อน นอนเหงื่อไหลแบบนี้ต้องเป็นชุดเครื่องนอนจากผ้าคอตตอนเท่านั้นที่จะทำให้คุณหลับสบาย อ่อ…เลือกชุดเครื่องนอนโทนสีอ่อนด้วยนะคะ เพราะมันจะช่วยระบายความร้อนได้ดี

2.นำผ้าคลุมเตียงแช่เย็น ก่อนนอน 2- 3 นาที แนะนำให้นำผ้าคลุมเตียงแพคใส่ถุงพลาสติกห่อให้มิดชิดแล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็น หลังจากนั้นให้นำมาคลุมเตียงนอน แม้มันจะไม่ทำให้คุณนอนเย็นสบายไปตลอดทั้งคืน แต่ก็ช่วยลดอุณหภูมิบนเตียงนอนได้เป็นอย่างดี

3.หาของที่ทำให้เย็นสบาย ถ้าในช่วงฤดูหนาวคุณเอาน้ำร้อนใส่ขวดแล้วนำไปนอนกอด ในหน้าร้อนแบบนี้เราก็แนะนำให้คุณทำกลับกัน โดยการนำน้ำใส่ขวดแช่เย็นแล้วเอาไปนอนกอด แค่นี้ก็ช่วยให้คุณผ่านคืนร้อนอบอ้าวไปอย่างเย็นสบาย

4.คิดอะไรแบบสร้างสรรค์ ถ้าคุณคิดว่าพัดลมนำไอร้อนอบอ้าวเข้าห้อง คิดใหม่อีกครั้งโดยการตั้งพัดลมไว้นอกหน้าต่าง เพราะมันจะดึงความเย็นจากด้านนอกเข้ามาภายในห้องนอนแล้วดันความร้อนภายในห้องนอนออกไป

5.นอนแบบคนอียิปต์ คนอียิปต์จะทำผ้าคลุมเตียงหรือผ้าขนหนูให้มีความชื้นด้วยน้ำเย็น หลังจากนั้นใช้มันแทนผ้าห่ม แต่ขอแนะนำให้ปูผ้าที่ชื้นบนผ้าที่แห้งก่อนใช้ เพื่อไม่ทำให้เตียงนอนเปียก

6.สวมใส่อะไรหลวมๆ ในช่วงหน้าร้อนการสวมใส่อะไรหลวมๆ จะทำให้สบายตัวกว่า รวมถึงควรเลือกสวมเสื้อที่ทำจากผ้าคอตตอน นุ่งกางเกงขาสั้น

7.DIY เครื่องปรับอากาศด้วยตนเอง เราคงทราบดีว่าตู้เย็นก็เหมือนกล่องน้ำแข็ง แต่เราจะทำเครื่องปรับอากาศด้วยตัวเองได้อย่างไร ก็เพียงนำน้ำแข็งใส่ชามแล้ววางหน้าพัดลม สายลมที่พัดผ่านมากระทบตัวเราก็จะเย็นสบายเพราะผ่านน้ำแข็งมา

8.ทำให้จุดชีพจรเย็น นำถุงน้ำแข็งประคบตามจุดชีพจรทั้งข้อมือ คอ ข้อศอก ขาหนีบ ข้อเท้า จะช่วยทำให้ร่างกายเย็นลง

9.นอนคนเดียว การนอนคนเดียวจะรู้สึกเย็นสบายกว่านอนเป็นคู่หรือนอนรวมกันหลายๆ คน เนื่องจากการนอนร่วมกัน เราจะยิ่งได้รับไอความร้อนจากร่างกายคนที่นอนข้างๆ

10 .อยู่ให้ห่างไกลจากเตาอบ เตาไฟ ในช่วงฤดูร้อนแบบนี้ควรละเว้นอาหารจำพวกที่ใช้ความร้อนในการปรุง เพราะการปรุงอาหารที่ต้องใช้เตาอบ เตาไฟจะทำให้เพิ่มความร้อนภายในบ้าน ดังนั้นควรหันมารับประทานผักหรือผลไม้แทน ซึ่งจะทำให้ร่างกายทำงานไม่หนักเหมือนการรับประทานเนื้อสัตว์ด้วย

ที่มา http://home.sanook.com

10 โรคเสี่ยงรุมเร้าวัยทำงาน

กรมอนามัยเผย 10 โรคเสี่ยงรุมเร้าวัยทำงาน ทั้งโรคอ้วนพ่วงโรคเรื้อรัง มะเร็ง เครียด เอดส์ แนะดูแลสุขภาพตัวเอง กินอาหารถูกต้อง เลี่ยงหวานมันเค็ม เพิ่มผักผลไม้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ชี้สุขภาพดี ทำงานดี สถานประกอบการดี เศรษฐกิจดี
002

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรวัยทำงาน 44.8 ล้านคน หรือร้อยละ 67.9 ถือเป็นกำลังสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ แต่จากการที่ประชากรวัยทำงานส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่ในที่ทำงานไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ดังนั้น การดูแลให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อมีสุขภาพดี มีความสุขกายสบายใจ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น อันจะส่งผลดีต่อสถานประกอบการและเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ประชากรวัยทำงานมีความเสี่ยงทางสุขภาพ 10 โรค ได้แก่ 1.โรคอ้วน จากการขาดการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป 2.โรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีผลต่อเนื่องมาจากโรคอ้วน 3.โรคมะเร็งระบบสืบพันธุ์ พบมากโดยเฉพาะในผู้หญิง เช่น มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม

นพ.พรเทพ กล่าวว่า 4.โรคจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ นำไปสู่การเกิดมะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง หลอดเลือดสมองตีบ และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ 5.โรคเครียด วัยทำงานเป็นวัยที่เสียงต่อการฆ่าตัวตายมากที่สุด สาเหตุส่วนใหญ่มาจากเรื่องเงินและเรื่องงาน 6.โรคเอดส์ จากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และการใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด 7.ภาวะมีบุตรยาก คือ คู่สมรสที่มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอเกิน 1 ปี แต่ไม่สามารถมีบุตรได้ 8.การทำแท้ง ร้อยละ 71.1 มีสาเหตุมาจากการไม่ได้ตั้งใจตั้งครรภ์ และร้อยละ 56.5 ไม่ได้คุมกำเนิด 9.ความเสี่ยงจากงานและโรคจากการประกอบอาชีพ เช่น อุบัติเหตุขณะทำงาน โรคระบบทางเดินหายใจจากการทำงาน และโรคพิษจากสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว สารหนู โรคประสาทหูเสื่อม และ 10.อุบัติเหตุบนท้องถนน จากการเมาแล้วขับ ขับรถเร็วเกินกำหนด

“วัยทำงานดูแลสุขภาพตนเองได้ด้วยการกินอาหารอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะมื้อเช้า เพราะหากไม่กินร่างกายจะเกิดภาวะขาดน้ำตาล ทำให้ความคิดตื้อตัน สมองไม่ปลอดโปร่ง วิตกกังวล ใจสั่น อ่อนเพลีย หงุดหงิด โมโหง่าย และเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและรอบพุงวันละ 30-60 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวในที่ทำงาน เช่น บริหารร่างกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ประมาณ 5 นาที 2 ครั้งต่อวัน เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ขี่จักรยานหรือเดินไปทำงาน เป็นต้น รู้จักจัดการความเครียดโดยการทำงานอดิเรก หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ที่มา http://www.manager.co.th

พิษสงของ “ผงชูรส”

ขอนำข้อมูลจากแพทย์และนักโภชนาการมาตอกย้ำอีกครั้ง ว่าจริงๆ แล้วผงชูรสที่โฆษณากันอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น ไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังมีอันตรายอย่างใหญ่หลวง มาดูกันว่าอันตรายจากผงชูรส (ซึ่งบางคนอยากเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ว่า “ผงชูโรค”) นั้นมีอะไรบ้าง

001

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังระบุว่า อันตรายของผงชูรสนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากเกลือโซเดียม กับ พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากตัวผงชูรส

สำหรับ “พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากเกลือโซเดียม” นั้น เนื่องจากผงชูรสมีโซเดียมที่มาจากโซดาไฟ เป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับเกลือแกง แต่อันตรายกว่าเกลือแกงตรงที่เกลือแกงใช้เพียงนิดเดียวก็รู้สึกว่ามีรสเค็ม แต่ผงชูรสใส่เท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกว่ามีปริมาณโซเดียมสูงเพราะไม่มีรสเค็มให้รับรู้ หรือพูดอีกนัยหนึ่ง-ผงชูรสมีพิษร้ายของโซเดียมแฝงอยู่อย่างมิดชิด ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อไปนี้

1.ทำให้ภูมิต้านทานหรือภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ถึงแม้ผงชูรสจะไม่ทำให้ใครเป็นเอดส์ แต่มันก็ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องได้ ยิ่งถ้าคนเป็นเอดส์มาทานอาหารที่ใส่ผงชูรสเยอะๆ ยิ่งมีสิทธิตายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

2.ทำให้เกิดการตกค้างในสมองเด็ก เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นคนปัญญาอ่อน ในปัจจุบันมีเด็กปัญญาอ่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีผงชูรสแพร่หลายในประเทศ นอกจากนั้นผงชูรสยังทำให้เด็กทารกเกิดอาการชักโคม่า ซึ่งบางครั้งแพทย์ไม่รู้สาเหตุ ทำให้รักษาผิดพลาดได้ ไม่เพียงเท่านั้น ผงชูรสยังเป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ ทำให้ร่างกายบวมและยังเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์และทารกแรกเกิดด้วย

3.ซ้ำเติมผู้เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคไต ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

นั่นคืออันตรายจากโซเดียมที่อยู่ในผงชูรส ส่วนอันตรายจากตัวผงชูรสแท้ๆ นั้น ยังมีอีกมากมายจนหลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือ

1.ทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น รู้สึกชาและร้อนวูบวาบที่ปาก ลิ้น ใบหน้า โหนกแก้ม ต้นคอ หน้าอก บางคนมีผื่นแดงขึ้นตามตัว แน่นหน้าอก หัวใจเต้นช้าลง หายใจไม่สะดวก ฯลฯ จนเป็นที่รู้จักและขนานนามอาการแพ้แบบนี้ว่า “โรคแพ้ผงชูรสในภัตตาคารจีน” (Chinese Restaurant Syndrome)

2.ทำลายสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ของร่างกาย ทำให้เติบโตช้า ปัญญาอ่อน ระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ เป็นหมัน อวัยวะสืบพันธุ์เล็กลงทั้งขนาดและน้ำหนัก

3.ทำลายระบบประสาทตา สายตาเสียหรือตาบอด โดยเฉพาะในสัตว์ทดลอง ยิ่งอายุน้อยจะยิ่งเกิดผลร้าย

4.ทำลายกระดูกและไขกระดูก ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตเม็ดเลือดแดง ทำให้โลหิตจาง

5.ทำให้วิตามินในร่างกายลดลง โดยเฉพาะวิตามินบี 6 ซึ่งแก้โรคแพ้ผงชูรสได้

6.เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง

7.ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เป็นโรคประสาทได้ง่ายขึ้น

8.เปลี่ยนแปลงโครโมโซม ทำให้ร่างกายผิดปกติ เช่น ปากแหว่ง หูแหว่ง จมูกวิ่น แขนขาพิการ

นี่ขนาดรวบรวมมาไม่ครบ ยังมีพิษภัยให้ตระหนัก 10 กว่าข้อ แสดงว่าผงชูรสนั้นมีอันตรายจริงๆ และอันตรายหลายอย่างเป็นเรื่องของการสั่งสมในร่างกาย อาจไม่เห็นพิษภัยในทันที แต่เชื่อเถอะว่าถ้ากินเข้าไปเยอะๆ กินเข้าไปทุกวัน ผลของมันต้องแสดงออกมาวันใดวันหนึ่งในอนาคต

ทางที่ดี ป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อน ลด ละ เลิก ผงชูรสให้ได้มากที่สุด ถ้ากินอาหารนอกบ้าน อย่าอายที่จะบอกคนขายหรือพนักงานเสิร์ฟว่า “ไม่ใส่ผงชูรส” และถ้าทำอาหารกินเอง ขอให้เชื่อรสมือตัวเองมากกว่าเชื่อโฆษณา จงมั่นใจเถอะว่า อาหารที่ปราศจากผงชูรสนั้นดีกว่าแน่นอน โดยเฉพาะดีต่อสุขภาพในระยะยาว

ที่มา http://men.sanook.com

เรื่องน่ารู้บัณฑิตศึกษา : ทุนอานันทมหิดล

114

หลายคนคงคุ้นชื่อ “ทุนอานันทมหิดล” เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเคยได้ยินจากสื่อโทรทัศน์หรือวิทยุ เป็นที่รู้กันว่าทุนอานันทมหิดลนี้เป็นทุนการศึกษาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวจะทรงพระราชทานให้แก่ผู้ที่จบการศึกษาปริญญาบัณฑิตและได้รับคัดเลือก จากคณะกรรมการเพื่อไปศึกษาต่อในระดับปริญญามหาบัณฑิตและปริญญาดุษฎีบัณฑิตใน ต่างประเทศ เพื่อเป็นการต่อยอดการศึกษาของไทยในการนำความรู้ที่ได้รับกลับมาถ่ายทอดแก่ ชนรุ่นหลัง เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ แต่หลายคนคงไม่เคยทราบประวัติความเป็นมาและวัตถุประสงค์ในการพระราชทานทุน นี้ รวมถึงหลักเกณฑ์การพระทานทุน ซึ่งวันนี้ ENN.co.th จึงได้เรียบเรียงบทความเกี่ยวกับทุนอานันทมหิดลมาให้ได้อ่านกัน

ความเป็นมา

มูลนิธิอานันทมหิดลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งขึ้น ด้วยทรงสนพระราชหฤทัยพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงเข้าพระราชหฤทัยดีว่า ในการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญวิชาการขั้นสูงสาขาต่างๆ วิธีการหนึ่งที่จะสร้างผู้เชี่ยวชาญคือ การส่งผู้มีความสามารถออกไปศึกษาหาความรู้ ณ ประเทศที่เป็นแหล่งวิทยาการแขนงต่างๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ จึงทรงพระราชดำริที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาผู้แสดงความสามารถยอด เยี่ยม ได้มีโอกาสไปศึกษาวิชาความรู้ให้ถึงขั้นสูงสุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยทรงพระราชดำริว่าเมื่อได้ศึกษาถึงขั้นสูงสุดแล้ว จะเห็นว่าศาสตร์ต่างๆ นั้นมีความสัมพันธ์กัน และสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์และประเทศชาติได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งทุนเพื่อการนี้เมื่อ พ.ศ. 2498 พระราชทานนามทุนว่า “อานันทมหิดล” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ในสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

UploadImage

การพระราชทานทุนนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแก่ผู้สำเร็จการศึกษาวิชาแพทย ศาสตร์เป็นประเดิม ทรงเจริญรอยตามพระยุคลบาท แห่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ และสนพระทัยการสาธารณสุขของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ได้พระราชทานทุนแก่นักศึกษาแพทย์ไปศึกษา ณ ต่างประเทศ จนสำเร็จกลับมาทำคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองมาแล้ว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเอง ก็ทรงสนพระราชหฤทัยในการส่งเสริมกิจการแพทย์ของไทยเป็นอย่างมาก เมื่อครั้งที่เสด็จนิวัติพระนครครั้งที่สอง ได้เสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรแก่ผู้จบหลักสูตรแพทย์พยาบาล ณ ศิริราชพยาบาลเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2489 ทรงมีพระราชปรารภว่า มีพระราชประสงค์ให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น ให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน เพราะในขณะนั้น มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์รับนักศึกษาแพทย์ได้เพียงปีละ 50 คนเท่านั้น เพื่อสนองพระราชปรารภ รัฐบาลในขณะนั้นจึงได้อนุมัติงบประมาณจำนวนหนึ่ง เพื่อขยายการศึกษาแพทย์ศาสตร์ให้สามารถรับนักศึกษาได้ประมาณปีละ 200 คน ผู้บัญชาการมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ได้ตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ของ เป็นโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ขึ้น เพราะคณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาลมีสถานที่จำกัด คณะแพทย์ศาสตร์แห่งที่สอง จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และเปิดการเรียนการสอนแก่นักศึกษาปีแรกจำนวน 67 คน ได้ภายในหนึ่งปีหลังจากที่ทรงมีพระราชปรารภดังกล่าวคือ เมื่อปีการศึกษา 2490

UploadImage

เมื่อกิจการของทุน “อานันทมหิดล” ดำเนินการได้ผลดีมาเป็นเวลา 4 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งทุน “อานันทมหิดล” เป็น “มูลนิธิอานันทมหิดล” เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2502 และเมื่อความต้องการผู้เชี่ยวชาญในวิชาแขนงอื่นๆ มีเพิ่มขึ้น ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนในสาขาวิชาต่างๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

UploadImage

            พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยการดำเนินงานของมูลนิธิฯ อย่างใกล้ชิดตลอดมา มีพระบรมราชวินิจฉัยทั้งในเรื่องของการคัดเลือกผู้สมควรได้รับพระราชทานทุน และการดำเนินการด้านต่างๆ เช่น การปรับเปลี่ยนและเพิ่มสาขาวิชาที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระ ราชทานทุน ครั้งหลังสุดนี้ เมื่อวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ศึกษาอยู่ในประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะแยกเป็นเด็ด ขาด ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แยกออกเป็นแผนกหนึ่งต่างหาก จากเดิมที่รวมอยู่ในแผนกวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ นอกจากนี้ยังทรงพิจารณาการศึกษาในสถาบันต่างๆ ในประเทศไทยด้วยว่า สาขาวิชาใดในสถาบันใดได้คุณภาพ ผลิตผู้มีความรู้ความสามารถที่จะไปศึกษาต่อได้ จึงจะมีสิทธิรับการคัดเลือกเข้ารับพระราชทานทุน
ก่อนที่จะออกไปศึกษาในต่างประเทศ คณะกรรมการประจำแผนกจะนำผู้ที่ได้รับพระราชทานทุนเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระ บาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อรับพระราชทานพระบรมราโชวาท และเมื่อสำเร็จการศึกษามาแล้ว ในโอกาสแรกที่กลับมาถึงประเทศไทย จะนำเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลรายงานทุกคน

วัตถุประสงค์
1.  ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาชั้นสูง ด้วยการพระราชทานทุนให้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย ผู้มีคุณสมบัติดีเด่นทั้งด้านวิชาการและคุณธรรม ไปศึกษาต่อในสาขาวิชาอันจะเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ แล้วนำกลับมาถ่ายทอดแก่ชนรุ่นหลัง ตลอดจนช่วยในการพัฒนาประเทศ ผู้ได้รับพระราชทานทุนควรกลับมาทำงานรับใช้ชาติบ้านเมือง แต่ไม่ผูกมัดว่าต้องรับราชการ
2.  พระราชทานทุนช่วยเหลือในการประกอบอาชีพ หรือเพื่อค้นคว้าแก่ผู้ได้รับพระราชทานทุนที่สำเร็จการศึกษากลับมาทำงานใน ประเทศไทย ที่มีความสามารถดีเยี่ยม มีคุณธรรมและความประพฤติดีเป็นกรณีๆ ไป
3.  จัดตั้งสถาบันค้นคว้าทางวิชาการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับพระราชทานทุนที่ สำเร็จการศึกษาและกลับมาทำงานในประเทศไทย ได้ทำการค้นคว้าทางวิชาการต่อไป
4.  ร่วมมือกับสถาบันอื่นที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน เพื่อให้การสนับสนุนทางวิชาการกว้างขวางทั่วถึงยิ่งขึ้น

ปัจจุบันการพระราชทานทุน แยกเป็นแผนกต่างๆ ดังนี้
1. แผนกแพทยศาสตร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งขึ้นเมื่อแรกตั้งทุน
2. แผนกวิทยาศาสตร์ (รวมแผนกวิศวกรรมศาสตร์ด้วย) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2502 และเปลี่ยนชื่อเป็นแผนกวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2514
3. แผนกวิศวกรรมศาสตร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้แยกแผนก วิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเคยรวมอยู่ในแผนกวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ออกเป็นแผนกต่างหาก ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2541
4. แผนกเกษตรศาสตร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2504
5. แผนกธรรมศาสตร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2506
6. แผนกอักษรศาสตร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2506
7. แผนกทันตแพทย์ศาสตร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2535
8. แผนกสัตวแพทยศาสตร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2537

 

UploadImage

              คณะกรรมการแผนกวิชาของแต่ละแผนก แสวงหาและพิจารณาคัดเลือกผู้สมควรได้รับพระราชทานทุน จากสถาบันที่มีคุณสมบัติทางวิชาการที่ได้ระดับ แล้วเสนอคณะกรรมการบริหารเพื่อพิจารณา การคัดเลือกผู้รับพระราชทานทุนนี้ จะพิจารณาทั้งคุณสมบัติของผู้รับ และคุณภาพทางวิชาการของสถาบันที่สำเร็จการศึกษาไปพร้อมกัน
มูลนิธิอานันทมหิดลไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาการศึกษาที่เข้มงวด เพราะมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ได้รับพระราชทานทุนได้ศึกษาจนถึงขั้นสูงสุดในแต่ ละแขนงวิชา ในการคัดเลือกคณะกรรมการแผนกวิชา จะต้องพิจารณาผู้ที่มีความสามารถที่จะศึกษาต่อได้ถึงขั้นปริญญาดุษฎีบัณฑิต หรือความเชี่ยวชาญพิเศษในขั้นสูง เช่นในกรณีของแผนกแพทยศาสตร์หรือแผนกเกษตรศาสตร์
มูลนิธิอานันทมหิดลไม่มีข้อผูกมัดให้ผู้รับพระราชทานทุนต้องกลับมารับราชการ หรือแม้แต่กลับมาทำงานในประเทศไทย ในการคัดเลือกนอกจากคุณสมบัติทางวิชาการ คณะกรรมการแผนกวิชาจะต้องคำนึงถึงคุณธรรม ความประพฤติและความสำนึกในการที่ควรจะกลับเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ เมื่อสำเร็จการศึกษามาแล้ว
เมื่อคณะกรรมการบริหารพิจารณาตัดสินแล้ว ประธานคณะกรรมการบริหารจะนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เป็นรายๆ ไป เพื่อให้ได้ผู้รับพระราชทานทุนที่มีความเหมาะสมจริง
ทุนการศึกษานี้มีจำนวนแผนกละ 1 ทุน ต่อปี แต่ทุนนี้อาจงดได้หากไม่มีผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมดีพอ หรือหากปีใดมีผู้สมควรได้รับพระราชทานทุนเกินกว่า 1 คน คณะกรรมการแผนกวิชาอาจเสนอให้คณะกรรมการบริหารพิจารณาเป็นกรณีพิเศษได้

UploadImage

คุณสมบัติของผู้รับพระราชทานทุน
–  เป็นผู้มีความสามารถเป็นเยี่ยมในด้านวิชาการ และมีคุณธรรมสูง มีความประพฤติและมนุษยสัมพันธ์ดี
–  มีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 25 ปี ยกเว้นในกรณีที่ผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ต้องรับราชการทดแทนให้ครบเวลาที่ทางราชการกำหนดจึงจะออกไปศึกษาต่อได้ เช่นในกรณีของแผนกแพทยศาสตร์และแผนกทันตแพทยศาสตร์ แต่ไม่ควรอายุเกิน 30 ปี
–  สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตเกียรตินิยมในประเทศไทย และมีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการแผนกวิชากำหนด
–  เป็นผู้ที่คณะกรรมการแผนกวิชาคัดเลือก และเสนอชื่อให้คณะกรรมการบริหารพิจารณา
–  มีความรู้ภาษาต่างประเทศดีพอ ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศที่จะไปศึกษาจะรับเข้าศึกษาต่อ
คุณสมบัติของผู้รับพระราชทานทุนนี้ คณะกรรมการแผนกวิชาของแต่ละแผนกกำหนดรายละเอียดแตกต่างกันไป เพื่อสนองแนวพระราชดำริ ซึ่งอาจดูรายละเอียดได้จากแผนกต่างๆ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ ซึ่งอาจดูรายละเอียดได้จากแผนกต่างๆ

UploadImage

      หลังจากได้รู้จักทุนอานันทมหิดลมากขึ้นแล้ว น้องๆคนไหนที่คิดว่าอยากเป็นผู้หนึ่งที่ได้โอกาส รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลบ้าง ก็ต้องเริ่มต้นใส่ใจกับการเรียนและที่สำคัญต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมด้วยนะ ครับถึงจะได้รับพระราชทานทุนนี้

ที่มา http://www.enn.co.th