20140113_3_1389602623_878384

10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่ต้องไปเยือน

20140113_3_1389602623_878384

อยู่เมืองไทยในช่วงนี้มันรู้สึกร้อนแสนร้อน หลายคนคงกำลังวางแผนที่จะเดินทางไปเที่ยวหลบร้อนกันหลายประเทศ ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกนั้นต้องเป็นดินแดนอาทิตย์อุทัย ต้นกำเนิดดอกซากุระอย่าง “ประเทศญี่ปุ่น” แน่นอน เพราะด้วยอากาศที่เย็นสบาย รวมทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างจากบ้านเรา ทำให้ญี่ปุ่นเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่หลายคนคิดอยากจะเดินทางไปเยือน วันนี้กระปุกท่องเที่ยวเลยมาแนะนำ 10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เรียกว่าถ้าไปแล้วไม่ได้เที่ยวถือว่าไม่ถึงจ้า ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวจะมีอะไรบ้างนั้น ตามเราเลยจ้า

  1. พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล แต่เดิมมีชื่อว่า พระราชวังเอะโดะ อีกหนึ่งสถานท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่เมืองโตเกียว เพราะเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่น เดิมที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชื่อ เอะโดะ ที่ถูกตั้งเป็นฐานที่มั่น รวมทั้งถูกตั้งเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลทหาร ต่อมาได้ขยายเมืองให้ใหญ่ขึ้น จนมีประชากรและพื้นที่เมืองขนาดใหญ่มากขึ้น หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิ การล้มล้างการปกครองแบบโชกุนลง จักรพรรดิเมจิจึงย้ายเมืองหลวงมาที่เอะโดะ และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นโตเกียวในปัจจุบัน ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและวัฒนธรรมของประเทศ และถูกเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังในเวลาต่อมา มีชื่อเรียกว่า พระราชวังอิมพิเรียล ในปัจจุบัน

ซึ่งภายในล้อมรอบด้วยคูเมือง ประตูทางเข้าที่งดงาม และป้อมปราการเก่าแก่ตั้งอยู่ห่างกันเป็นช่วง ๆ ทางเข้าหลักอยู่ใกล้กับนิจูบะชิ สะพานสองชั้น และจะเปิดให้คนภายนอกเข้าชมตามวาระพิเศษต่าง ๆ สวนตะวันออกฮิงะชิ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหอคอยใหญ่ ภายในสวนงดงามไปด้วยดอกไม้หลากหลายพันธุ์ และจะผลิบานตามแต่ฤดูกาล เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการสถานที่พักผ่อนในอุดมคติ

  1. โตเกียว ทาวเวอร์

โตเกียว ทาวเวอร์ หอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ กรุงโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเพราะใน 1 ปี มีผู้ร่วมเข้าชมถึง 2 ล้าน 5 คน อีกทั้งยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลก เป็นที่ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากหอคอยสูงในปารีส สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมโบราณแบบญี่ปุ่น ทั้งนี้ โตเกียว ทาวเวอร์ จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. โดยไม่มีวันหยุด ใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่มาเยือนที่นี่ถือว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่นเลย

  1. หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ

ชิราคาวาโกะ (Shirakawako) หมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ในประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นหมู่บ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น หลังคามุงด้วยฟางข้าว สร้างขึ้นด้วยมือที่เรียกว่า การสร้างบ้านแบบ กัตโชทสึคุริ (Gassho-zukuri) เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี คำว่า “กัสโช” หมายความว่า พนมมือ ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงลักษณะรูปแบบของบ้านที่มีหลังคามุงด้วยฟางข้าวชันถึง 60 องศา คล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน มุงแบบลาดลงคล้ายหน้าจั่ว เพื่อให้ทนทานต่อหิมะและลมในฤดูหนาว ตัวบ้านมีความยาวประมาณ 18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู ซึ่งบางแห่งสามารถเข้าพักค้างคืนได้ แถมยังเป็นกิจการที่เปิดภายในครัวเรือนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการใช้ชีวิตแบบดั่งเดิมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

  1. ภูเขาฟูจิ

ภูเขาฟูจิ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นและอาจกล่าวได้ว่าเป็นภูเขาที่สวยที่สุดในโลก มีความสูงถึง 3,776 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ และสามารถมองเห็นได้จากโตเกียวและโยโกฮาม่าในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง วิธีที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิที่ง่ายที่สุด คือ นั่งชมจากรถไฟสายโทไกโดที่วิ่งระหว่างเมืองโตเกียวและโอซาก้า ถ้าคุณนั่งชินกันเซ็นจากโตเกียวที่มุ่งหน้าไปยังนาโงย่า เกียวโต และโอซาก้า ช่วงที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ ช่วงสถานีชิน-ฟูจิ หรือประมาณ 40-45 นาที หลังจากออกจากโตเกียว ซึ่งจะมองเห็นได้ทางด้านขวามือของรถไฟ แต่สำหรับผู้ที่อยากชมภูเขาฟูจิอย่างเต็มอิ่ม และแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามขอเชิญที่ ทะเลสาบทั้งห้า (Fuji Five Lake or Fujigoko) หรือที่ ฮะโกะเนะ ซึ่งเป็นรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนและเป็นหนึ่งใน อุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu

นอกจากนี้ รอบ ๆ ภูเขาฟูจิเต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม และเป็น อุทยานแห่งชาติฟูจิฮะโกะเนะอิซุ มีทะเลสาบ 5 แห่ง ได้แก่ ยะมะนะกะโกะ คะวะงุจิโกะ โมโตสุโกะ โชจิโกะ ไซโกะ และมีออนเซนหลายแห่ง ได้แก่ ยะมะนะกะโกะ คะวะงุจิโกะ โอชิโนะโกะ ฯลฯ นับได้ว่า ภูเขาฟูจิ มีอิทธิพลต่อศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีชื่อภูเขาปรากฏอยู่ในบทกลอนญี่ปุ่นหรือภาพพิมพ์ญี่ปุ่น และทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัท ชื่อสินค้า และอื่น ๆ อีกมากมาย ล้วนตั้งชื่อว่า ฟูจิ เรียกว่าภูเขาฟูจินี้เป็นหัวใจของญี่ปุ่นก็ว่าได้

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ภูเขาฟูจิเปิดอย่างเป็นทางการให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปปีน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ yokosojapan.org

  1. ช้อปปิ้งย่านสุดฮิตที่ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ โอไดบะ

เมื่อมาเที่ยวที่ญี่ปุ่น อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ การช้อปปิ้ง ซึ่งที่ญี่ปุ่นก็มีแหล่งช้อปที่หลายหลาย แต่ที่ไม่ควรพลาดเลย คือ ย่านชินจุกุ (Shinjuku) แหล่งท่องเที่ยวทันสมัยฝั่งตะวันตกของโตเกียว นับเป็นแหล่งช้อปปิ้งและสถานบันเทิงยามค่ำคืนยอดนิยมที่มีชื่อเสียง โดยยามกลางวันสามารถแวะชมสวนสาธารณะชินจุกุเกียวเอ็นที่เงียบสงบ, ย่านชิบุยะ (Shibuya) เป็นศูนย์กลางแฟชั่นและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของวัยรุ่น ใกล้กับ ศาลเจ้าเมจิ ที่เงียบสงบ ติดต่อกันเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมและสวรรค์ของคนรุ่นใหม่ คือ ย่านฮาราจูกุ และ ย่านโอไดบะ ที่สร้างขึ้นจากการถมทะเลในอ่าวโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ เพราะที่นี่มีทั้งแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ ชิงช้าสวรรค์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่เป็นสัญลักษณ์ของเรนโบว์ ทาวน์ ที่เหล่าคู่รักวัยรุ่นนิยมขึ้นชิงช้าชมวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่สวยงาม

  1. โอซาก้า

เมืองโอซาก้า (Osaka) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของญี่ปุ่น และเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำหรับญี่ปุ่นตะวันตก ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำโยโดะ มีคลองที่เชื่อมโยงกันไปมาภายใต้ถนนหลายเส้น ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่เมือง และในฐานะที่เป็นเมืองดั้งเดิมจึงมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นต้นแบบของ ละครหุ่นกระบอกบุนระคุ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังไม่ควรพลาดชม อ่าวโอซาก้า ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางความทันสมัยที่สุด และสวนสนุก Universal Studios Japan

แต่ที่พลาดไม่ได้อย่างยิ่ง คือ ปราสาทโอซาก้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี 1586 โดย โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ปัจจุบันเป็นป้อมปราการสูงห้าชั้น จำลองแบบจากของเดิม เก็บรักษาศิลปวัตถุโบราณหลายชิ้น ทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับตระกูลโทโยโทมิและโอซาก้าในอดีต สำหรับแหล่งบันเทิงและย่านช้อปปิ้งที่จะต้องแวะ คือ ย่านอุเมะดะ และ ย่านนัมบะ ที่มีสถานีรถไฟและศูนย์การค้าใต้ดินที่ทันสมัยอยู่จำนวนมาก สำหรับนักจับจ่ายซื้อของและนักชิมอาหาร “คุอุดะโอะเระ” ถนนนักชิมที่มีชื่อเสียงสมคำเล่าลือ ที่ว่าโอซาก้าเป็นเมืองสำหรับนักชิมอย่างแท้จริง อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ เช่น ยากินิกุ, ซูชิ และทาโกะยากิ

  1. ปราสาทฮิเมะจิ

ปราสาทฮิเมะจิ (Himeji Castle) ตั้งอยู่เมืองฮิเมะจิ เป็นปราสาทที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พร้อมทั้งได้มีการปิดเพื่อทำการปฏิสังขรณ์เป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2009-2014 แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในและชมกระบวนการซ่อมแซมได้อย่างใกล้ชิด

ปราสาทฮิเมะจิ เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ ที่เหลือสุดรอดมาจากยุคสงคราม และได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เพราะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ สถาปัตยกรรม และยุทโธปกรณ์ครบตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น ทั้งฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่าง ๆ ในบริเวณปราสาท ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น

อีกทั้งรอบ ๆ ปราสาทยังมีเครื่องป้องกันอีกมากมาย เช่น ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท และลักษณะที่เด่นชัดของปราสาทนี้ คือ ทางเดินสู่อาคารหลักซึ่งสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ทั้งประตูและกำแพงในปราสาทได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงได้โดยง่าย โดยทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ อาคารหลัก และระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย และจนทุกวันนี้ปราสาทฮิเมะจิก็ยังไม่เคยถูกโจมตีเลย ระบบการป้องกันต่าง ๆ จึงยังไม่เคยถูกใช้งาน

  1. วัดโทไดจิ

วัดโทไดจิ (Todaiji Temple) วัดพุทธที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดของเมืองนารา ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับศาลเจ้าและสถานที่สำคัญของเมืองนาราอีก 7 แห่ง ภายในวัดมี หอไดบุทสึ (Daibutsuden) หรือวิหารไม้ที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุทสึหล่อสำริดขนาดใหญ่ สูง 14.98 เมตร น้ำหนักราว 500 ตัน หล่อโดยช่างสมัยเท็มเปียว (729-764)

  1. ฮอกไกโด

ฮอกไกโด (Hokkaido) เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ถือเป็นสวรรค์ของธรรมชาติ สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี มีธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลาย ทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว มีหิมะที่ขาวละเอียดดุจแป้งฝุ่นและสกีรีสอร์ท ที่ดึงดูดนักเล่นสกีจากทั่วโลก ขณะที่ในฤดูใบไม้ผลิ ซากุระจะบานช้ากว่าภูมิภาคอื่นในญี่ปุ่น สามารถชมซากุระได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนฤดูร้อนอากาศจะไม่ร้อนเหมือนส่วนอื่น ๆ เพราะมีทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และในฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะเปลี่ยนสีก่อนที่อื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงตุลาคม

โดยมี เมืองซัปโปโร (Sapporo) เป็นเมืองหลวงของฮอกไกโด ซึ่งในซัปโปโรมี สวนสาธารณะโอโดริ ซึ่งเป็นที่จัดแสดงงานเทศกาลหิมะที่มีชื่อเสียง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาชมงานในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากนี้ ยังมีหอนาฬิกาอันเก่าแก่ และที่ว่าการเมืองฮอกไกโด อีกทั้งย่านร้านค้าซุซุกิโนะ ซึ่งเป็นศูนย์การค้า และแหล่งจับจ่ายซื้อของที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้

เมืองฮะโกะดะเตะ (Hakodate) เป็นเมืองท่าชายทะเลที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของฮอกไกโด ในยามเช้าสามารถเที่ยวตลาดสดขายอาหารทะเลสด ๆ ที่มีให้ชิม ยามสายเที่ยวชมโบสถ์ และป้อมปราการโบราณในเมือง ยามเย็นนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปบนเขาฮะโกะดะเตะ ชมทิวทัศน์ยามราตรีที่สวยงามได้รอบทิศ ด้านเมืองอะซะฮิกะวะ (Asahikawa) ตั้งอยู่ใจกลางเกาะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยรถไฟด่วนจากเมืองซัปโปโร และจากเมืองอะซะฮิกะวะไปทางตะวันออกจะมี อุทยานแห่งชาติไดเซะทสุซัง ซึ่งมี บ่อน้ำแร่โซอุนเกียว ให้เพลิดเพลินในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

นอกจากนี้ ฮอกไกโดยังมีธรรมชาติอันสวยงามที่เป็นชายฝั่งทะเลใกล้ เมืองอะบะชิริ (Abashiri) มีธารน้ำแข็งให้ชมในฤดูหนาว และ คาบสมุทรชิเระโตะโกะ (Shiretoko) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติด้วย อีกทั้งทะเลสาบอะคัง ทะเลสาบมาชูและ ทะเลสาบคุชิโระ และทางตะวันตกของฮอกไกโดมี เมืองโอะตะรุ (Otaru) เป็นเมืองท่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองค้าขาย ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 รอบ ๆ เมืองจะมีคลองโอะตะรุ เป็นโบราณสถาน แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยบุกเบิก มีถนนร้านซูชิที่สดที่สุดในโลกให้ลองลิ้มชิมรส

  1. ชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

เมืองฟุระโนะ ตั้งอยู่ใจกลางฮอกไกโดพอดี เป็นที่รู้จักกันในนามทุ่งดอกไม้ที่มีภูเขาล้อมรอบไว้ ทำให้ที่นี่มีความแตกต่างของอากาศในช่วงฤดูหนาวกับฤดูร้อนราว 30 องศา และที่สำคัญที่นี่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวทั้งในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ในหน้าร้อนจะมีสวนดอกไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะที่ ฟาร์มโทมิตะ ซึ่งมีการปลูกลาเวนเดอร์ที่ทั้งสวยงามและกว้างใหญ่ไพศาล รวมทั้งดอกไม้อื่น ๆ โดยที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวมากในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนกระทั่งกลางเดือนกันยายน ส่วนในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหิมะหนามาก ทำให้กลายเป็นลานสกีที่มีชื่อเสียง และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับลานสกีในช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี

เรียกได้ว่า 10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เรานำมาฝากนี้ จะเป็นทางเลือกที่ดีในการวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น เพื่อที่เราจะได้ไม่พลาดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญสักที่เลยจ้า

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ป้ายหน้า-มหาวิทยาลัย

ราชมงคลพระนครสุดเจ๋ง ติดอันดับ 1 มหาวิทยาลัยราชมงคล

ป้ายหน้า-มหาวิทยาลัย

จากการประกาศผลการจัดอันดับแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลัยทั่วโลกของเว็บโบเมตริกส์ ประเทศสเปน พบว่าความโดดเด่นในทางด้านวิชาการ ม.มหิดลครองอันดับ 1 ในขณะที่จุฬาฯ คว้าอันดับ 2 ด้านสวนสุนันทาเป็นอันดับ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในขณะที่ ราชมงคลพระนคร อันดับ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยรังสิตอันดับ 1 กลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน

นอกจากนี้ยังมีการจัดอันดับคุณภาพวิชาการของมหาวิทยาลัยทั่วโลกจำนวน 23,895 แห่ง ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกคือมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด รองลงมาอันดับ 2 แสตนฟอร์ด อันดับ 3 แคลิฟอร์เนียร์ เบิร์กเลย์ โดยพบว่า 11 อันดับแรก เป็นมหาวิทยาลัยจากสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ส่วนอันดับ 1 ของเอเชีย ได้แก่ มหาวิทยาลัยโตเกียว อยู่ในอันดับ 40 ของโลก อันดับ 2 มหาวิทยาลัยปักกิ่ง อยู่ในอันดับ 46 ของโลก และอันดับ 3 มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน อยู่ในอันดับ 50 ของโลก

สำหรับประเทศไทย อันดับ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ในอับดับ 37 ของเอเชีย อยู่ในอันดับ 302 ของโลก อันดับ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ในอันดับ 42 ของเอเชีย และอยู่ในอันดับ 331 ของโลก ทั้งนี้ 10 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยของไทยประกอบด้วย

1. มหาวิทยาลัยมหิดล

2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3. มหาวิทยาลัยขอนแก่น

4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี

5. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

6. มหาวิทยาลัยสุรนารี

7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง

8. มหาวิทยาลัยนเรศวร

9. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

10. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในขณะที่กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทายังครองความเป็นอันดับ 1 ไว้ได้ จัดอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศ อยู่ในอันดับ 552 ของเอเชียและอันดับ 1,915 ของโลกรองลงมาในกลุ่มราชภัฏ รองลงมาคือมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในขณะที่ กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อันดับ 1 คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร อยู่ในอันดับที่ 26 ของประเทศ รองลงมาคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ส่วนกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน อันดับ 1 คือ มหาวิทยาลัยรังสิต อยู่ในอันดับที่ 20 ของประเทศ รองลงมาเป็น มหานคร กรุงเทพ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตามลำดับ

sfrt4tyrtu

8 ตำรับยาสูตรง่าย ๆ จากสมุนไพรและของก้นครัว

sfrt4tyrtu

เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็ดูเหมือนจะย้อนกลับไปในสมัยเก่า แม้แต่การรักษาโรคเองเริ่มหันมาใช้สมุนไพรไทยกันมากขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วรู้ไหมคะว่าสมุนไพรใกล้ตัวหาง่ายจากก้นครัวของเรา สามารถนำมาปรุงเป็นตำรับยาสมุนไพรประจำบ้านได้ง่าย ๆ แต่รักษาได้ผลดีทีเดียว ไม่เชื่อตามมาดูข้อมูลจากนิตยสาร Lisa กันเลย

  1. ขิงขจัดอาการคลื่นไส้

รู้ไว้เลยว่าขิงใช้แก้อาการคลื่นไส้และอาเจียนได้ จึงช่วยลดอาการเมารถ หวัดลงกระเพาะ หรือแม้แต่อาการคลื่นไส้ในคนไข้ที่ผ่านการรักษาแบบคีโม และมีผลวิจัยจาก National Cancer Institute ยืนยันว่า ในคนไข้ที่รักษาแบบคีโม มีอาการคลื่นไส้น้อยกว่ามากหากกินขิงเสริม ดีกว่าคนไข้ที่กินยาแป้ง (Placebo) หรือเม็ดยาที่ทำจากแป้ง ซึ่งทางแพทย์หลอกให้คนไข้กินเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นเองด้วย

  1. กินกระเทียมเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้

ทราบแล้วรีบกินกระเทียมไฮโดสอย่างด่วนนับแต่วันนี้เลยนะ มีบทความใน American Journal of Clinical Nutrition ระบุไว้เลยว่า การกินกระเทียมเป็นประจำในปริมาณมาก จะช่วยลดระดับความเสี่ยงของมะเร็งได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งรังไข่

ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลที่ดีสุด ๆ ก็ทุบหัวกระเทียมใส่ลงไปในอาหารของคุณแทบทุกมื้อเลยละกัน หากไม่กลัวปากเหม็นอะนะ

  1. กลั้วคอด้วยน้ำเกลือเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ

ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อคุณหมอดักกลาส ฮอฟแมน แห่ง The Medical Consumer’s Advocate กล่าวว่า อาการเจ็บคอเกิดจากการติดเชื้อในช่องคอ การกลั้วน้ำเกลือบริเวณลำคอจะช่วยขจัดเอาของเหลวที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บคอเวลากลืนน้ำลายได้

โดยปริมาณที่เหมาะสมในการทำละลายก็คือ เกลือ 1 ช้อนชา ต่อน้ำเปล่าประมาณ 230 มิลลิลิตร ในปริมาณแค่นี้รับรองว่าไม่เค็มเกินไปจนกลั้วคอลำบากแน่นอน

  1. ชาคาโมมายล์ รักษาโรคหวัดและลดอาการปวดประจำเดือน

เป็นที่รู้จักกันดีพอสมควรแล้วว่า ชาคาโมมายล์มีคุณสมบัติช่วยในการรักษาและลดอาการอักเสบ และมีผลการวิจัยใหม่ ๆ ที่เหมือนว่าจะซัพพอร์ตความเชื่อนี้เป็นอย่างดี โดยการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of Agricultural and Food Chemistry ระบุว่า ในชาคาโมมายล์มีโมเลกุลบางชนิดที่จะช่วยต่อสู้กับไวรัสไข้หวัด เช่นเดียวกับช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้

  1. ใช้ผงฟูรักษาปากนกกระจอก

ทำส่วนผสมข้น ๆ ที่เกิดจากการผสมผงฟูกับน้ำน้อย ๆ จากนั้นแต้มน้ำนั้นลงตรงมุมปาก การรักษาหลักสูตรนี้ได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจาก Meyo Clinic และ National Institutes of Health มาแล้ว

อ๊ะ ! แต่ตอนแต้มควรแต้มในวันที่ไม่ได้ออกไปไหนนะ ไม่งั้นคนอื่นอาจเข้าใจว่าเหมือนกินโดนัทแล้วมีแป้งเปื้อนขอบปากได้

  1. ขมิ้นชันช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์

ขมิ้นชันมีสารที่เรียกว่าคูเคอร์มิน ซึ่งเป็นสารต้านการอักเสบต่าง ๆ อีกทั้งคุณสมบัติในส่วนนี้ยังช่วยลดอาการเจ็บปวดได้อย่างมหัศจรรย์ รวมถึงลดอาการบวมจากข้ออักเสบและอาการเจ็บข้อได้ด้วย

โดยจากการศึกษาที่ระบุใน Journal of Alzheimer’s Disease ค้นพบว่า คูเคอร์มินมีคุณสมบัติช่วยถอนคราบพลัคในสมอง อันเป็นจุดกำเนิดของโรคอัลไซเมอร์ได้

  1. ถั่วเหลืองช่วยลดคอเลสเตอรอล

ถั่วเหลืองถูกใช้มานานในเมนูฮิตของคนจีนและคนเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นนมถั่วเหลืองหรือเต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลือง แถมยังมีส่วนผสมที่คล้ายคลึงกับฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนด้วย จึงช่วยบรรเทาอาการร้อน ๆ หนาว ๆ จากภาวะหมดประจำเดือนหรือ Menopause ได้

แถมยังช่วยลดคอเลสเตอรอล ความดันเลือด และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ทั้งยังมีการวิจัยค้นพบด้วยว่า การกินหรือดื่มน้ำถั่วเหลืองเป็นประจำทุกวัน ยังช่วยลดระดับของ LDL หรือคอเลสเตอรอลชนิดเลวได้ด้วยนะ

  1. พริกไทยดำ ช่วยต้านไขมันพอกในตับ

ถือเป็นแหล่งสารอาหารที่อุดมด้วยแมงกานีสและคอปเปอร์ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้เมตาบอลิซึม และช่วยรักษากระดูกให้แข็งแรง โดย National Institute of Health ในอเมริกา ได้เผยผลการศึกษาหนึ่งในกรุงโซล เกาหลีใต้ ซึ่งค้นพบว่า การใช้สารเปปเปอร์รีนที่มีอยู่ในพริกไทยช่วยลดไขมันในตับของหนูได้ ซึ่งผลการวิจัยนี้ได้รับความสนใจมาก เพราะถือเป็นโรคที่มีผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการดำเนินชีวิตอย่างเร่งรีบ และโรคนี้ยังเป็นสาเหตุหลักของการเป็นโรคตับของคนอเมริกันด้วย

 

Tip : หากกินสมุนไพรในรูปแบบเม็ด อย่าคิดว่ายิ่งกินเยอะยิ่งดี ควรกินตามปริมาณที่ระบุไว้ข้างกล่อง และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง หรือทางที่ดีก็ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนรับประทาน

ที่มา : health.kapook.com

10363560_10152051045415025_3367107108661821324_n

6 วิธี เปลี่ยนหุ่นผอมแห้ง ให้กลายเป็นหุ่นสุดเฟิร์ม

10363560_10152051045415025_3367107108661821324_n

คนที่มีรูปร่างอ้วน ก็มีวิธีลดน้ำหนักโดยการ ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันออกไป เปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อ แต่สำหรับคนที่ผอมอยากให้ “ล่ำบึ๊ก” จะให้ออกกำลังกายแบบคนอ้วนก็คงไม่ได้ อย่างมากก็ได้กล้ามแห้งๆ มา วันนี้โดดเด่นมีวิธีที่จะเปลี่ยนหุ่นแห้งๆนั้นให้กลายเป็นหุ่นสุดเฟิร์มได้ด้วย 6 วิธี

คนที่มีรูปร่างผอมมักถามว่า “มีวิธีทำให้ดูบึกบึนขึ้นได้หรือเปล่า” คำตอบคือ มีแน่นอนครับ เพียงแค่ปฏิบัติตามหลักการ 6 ข้อที่เรานำมาฝากกันวันนี้ รับรองว่าหากคุณทำได้ครบละก็คุณจะกลายเป็นผู้ชายที่ดูมีกล้ามเนื้อ ดูเฟิร์มขึ้นอย่างแน่นอน ว่าแล้วก็ไปดูกันดีกว่าว่าหลักการที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

  1. ค่อย ๆ สร้างกล้ามเนื้อ

ในช่วงแรกนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับคนตัวเล็กที่จะมีกล้ามเนื้อไว้รองรับการยกเวทที่หนักดังนั้น คุณควรค่อย ๆ กระตุ้นกล้ามเนื้อของคุณขึ้นมาโดยการยกจากน้ำหนักที่คุณคิดว่าสามารถยกได้ประมาณเซ็ตละ 30 ทีก่อน วันละ 4-6 เซ็ต ในแต่ละส่วนของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพ และคุณต้องวางแผนการเล่นด้วย เช่น วันนี้เล่นส่วนอก วันพรุ่งนี้เล่นส่วนไหล่ เวียนกันไปจนครบทุกส่วน เป็นเวลา 4-5 สัปดาห์

  1. ยกเวทให้หนักขึ้น

ส่วนใหญ่คนผอม มักจะยกน้ำหนักได้หนักไม่พอที่จะทำให้เขาเหล่านั้นมีกล้ามเนื้อขึ้นมาได้ นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนผอมควรมีเทรนเนอร์ส่วนตัว หรือเพื่อนที่คอยช่วยพยุงเวทกัน หรือแข่งกันสร้างกล้ามเนื้อและหลังจากคุณได้ค่อย ๆ สร้างกล้ามเนื้อมา 4-5 สัปดาห์แล้ว คุณจำเป็นต้องเลือกน้ำหนักเวทที่หนักขึ้นเรื่อย ๆและควรยกเวทให้ได้จำนวนเซ็ตที่มากขึ้น รวมถึงในแต่ละเซ็ตก็ควรทำให้ได้มากครั้งขึ้นด้วย ทำเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อของคุณให้มีพลังและสร้างกล้ามเนื้อได้เร็วยิ่งขึ้น

  1. ออกกำลังกายแบบผสมผสาน

หรือก็คือใช้อุปกรณ์หลายชิ้น หรือทำท่าหลาย ๆ ท่า วิธีนี้ช่วยให้คุณไม่เบื่อกับการออกกำลังกายที่ซ้ำซากจำเจ ดังนั้น ลองปรึกษาเทรนเนอร์ อ่านหนังสือ หรือศึกษาจากยูทูบดูนะครับ เพื่อที่คุณจะได้ไม่เบื่อเสียก่อนกับการเล่นเวทที่ดูจำเจนั่นเอง

  1. ทานเนื้อสัตว์ให้มากขึ้น

คนผอมส่วนใหญ่ จะไม่ชอบทานเนื้อสัตว์กันนัก หรือทานก็ทานได้ในปริมาณที่ไม่มากพอ แต่รู้หรือไม่ว่า เนื้อสัตว์มีโปรตีนสูง เป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อเลยล่ะ ดังนั้น ในแต่ละมื้ออาหารของคุณ คุณควรเน้นทานเนื้อสัตว์ให้มากขึ้นนะครับ และนอกจากจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ในเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ก็ยังมีไขมัน ซึ่งจะทำให้คุณดูเจ้าเนื้อมากขึ้นด้วย

  1. ทานคาร์โบไฮเดรตให้มากขึ้น และทานอาหารบ่อยขึ้น

เนื่องจากการเล่นเวท คุณต้องใช้พลังงานมาก ดังนั้น คุณควรทานคาร์โบไฮเดรตประมาณ 300-600 แคลอรีก่อนสัก 2-3 ชั่วโมงก่อนการเล่นเวท เพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมพลังงานก่อน และหลังจากเล่นเวทเสร็จ ถ้าคุณสามารถทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเข้าไปอีก ก็จะเป็นการช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่ขึ้น เพราะหลังจากการเล่นเวท ร่างกายจะดูดซึมน้ำตาลได้รวดเร็ว นอกจากนี้ คุณควรเพิ่มมื้ออาหารในแต่ละวันเช่นจาก 3 มื้อเป็น 5 มื้อ เพื่อให้คุณได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการสร้างกล้ามเนื้อด้วย

  1. อาหารเสริม

การสร้างกล้ามเนื้อให้ได้ผลดีนั้น ต้องมาจากการได้รับสารอาหารที่เพียงพอ แต่การทานอาหารเพียงอย่างเดียวนั้น อาจจะทำให้คุณควบคุมสัดส่วนของอาหารได้ยาก โดยเฉพาะโปรตีน ที่ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ ดังนั้น โปรตีนผงจึงเป็นทางเลือกที่ดีของการแก้ปัญหานี้ เพราะจะช่วยให้คุณได้รับโปรตีนที่เพียงพอในการสร้างกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ผงโปรตีนส่วนใหญ่จะรวมเอากรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย (BCAAs) ไว้ด้วย ก็จะสามารถช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนให้ร่างกายได้นำไปใช้ได้ง่าย ลดความเหนื่อยล้า รวมถึงช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าวิธีการข้างต้นอาจจะดูยุ่งยาก และคุณอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตของคุณพอสมควร แต่เชื่อเถอะครับว่า หากคุณผู้ชายทำได้อย่างที่บอกไปข้างต้นแล้ว คุณจะรู้สึกคุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่ได้มาอย่างแน่นอน เอ้า สู้ ๆ นะครับ

baby

แอพฯโทรศัพท์มือถือช่วยแปลเสียงร้องทารกได้ว่าร้องเพราะสาเหตุใด?

baby

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่คงไม่มีอะไรที่สร้างความเครียดได้มากไปกว่าเสียงร้องของลูกทารก เพราะไม่รู้ว่าลูกร้องเพราะหิวนม ร้องเพราะปวดท้อง หรือร้องเพราะต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม

แต่ที่ไต้หวัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้ผู้ช่วยแล้ว แอพฯโทรศัพท์มือถือตัวใหม่นี้ยังเป็นเฉพาะภาคภาษาจีนเท่านั้น สามารถใช้อัดเสียงร้องของลูกและช่วยแปลว่าทำไมลูกจึงร้องเพื่อช่วยให้พ่อแม่แก้ปัญหาได้ถูกจุด

แอพฯโทรศัพท์มือถือตัวใหม่นี้สามารถบันทึกเสียงร้องแบบต่างๆ ของทารก แล้วนำไปเทียบกับฐานข้อมูลทางของเสียงร้องเด็กแบบต่างๆ เพื่อแจ้งให้พ่อแม่ที่กำลังกังวลใจรู้ว่าลูกร้องทำไม
คุณ ฉาง ชวน ยู ผู้พัฒนาแอพฯโทรศัพท์มือถือตัวใหม่นี้ กล่าวว่าเครื่องแปลเสียงร้องเด็กทารกนี้ สามารถช่วยแยกแยะลักษณะเสียงร้องของเด็กทารกได้ 4 ประเภท รวมทั้งร้องเพราะความหิว ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียก ร้องเพราะง่วงนอน หรือร้องเพราะเจ็บปวด

ผู้ใช้แอพฯได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแอพฯตัวนี้ว่ามีความถูกต้องมากถึง 92 เปอร์เซ็นต์ หากเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 สัปดาห์

ความถูกต้องของแอพฯตัวนี้จะลดลงไปอยู่ที่ราว 85 เปอร์เซ็นต์ หากใช้กับเด็กทารกอายุระหว่าง 1 – 2 เดือน และสำหรับเด็ก 4 เดือน แอพฯแปลเสียงร้องเด็กตัวนี้จะแปลได้อย่างถูกต้องราว 77 เปอร์เซ็นต์

คุณกัว ยัง หมิง บอกว่าพ่อมือใหม่อย่างตัวเขาเองไม่อยากเห็นลูกร้อง เพราะไม่รู้ว่าทำไมลูกถึงร้อง ตัวเองทำอะไรไม่ถูก แอพฯตัวนี้จึงช่วยเขาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าควรทำอะไรดีให้ลูกหยุดร้อง
หลังจากอัดเสียงร้องของทารกแล้ว แอพฯแปลเสียงร้องเด็กตัวนี้จะนำเสียงที่อัดได้ไปเปรียบเทียบกับเสียงร้องของทารกในฐานข้อมูลราว 200,000 เสียงร้อง แล้วทำการแยกแยะความแตกต่างของเสียงร้องเพื่อระบุสาเหตุว่าทำไมเด็กจึงร้อง

เมื่อเด็กทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไป แอพฯจะใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากเด็กได้พัฒนาตนเองเข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้แล้ว

แต่เขาบอกว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอดออกมา แอพฯแปลเสียงร้องเด็กนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือช่วยลดความเครียดแก่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้อย่างดีทีเดียว

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

217

ยาต้านอาการซึมเศร้าในหญิงตั้งครรภ์อาจไม่มีผลเสียต่อทารกอย่างที่คิด

217
การศึกษาชิ้นหนึ่งในอดีตชี้ถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการใช้ยาบำบัดอาการซึมเศร้าในช่วงการตั้งครรภ์สามเดือนสุดท้ายกับความผิดปกติทางการหายใจที่เป็นอันตรายถึงชีวิตที่พบในเด็กทารกแรกเกิด ผลการศึกษาครั้งนั้นส่งผลให้สำนักงานอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ ประกาศคำเตือนทางสุขภาพต่อเรื่องนี้เมื่อเก้าปีที่แล้ว แต่มาขณะนี้ ผลการศึกษาชิ้นใหม่ล่าสุดกลับสรุปผลในตรงกันข้าม

การศึกษาชิ้นล่าสุดจัดทำโดยโรงพยาบาล Brigham and Women Hospital ในเมืองบอสตั้นอาจจะเป็นตัวตัดสินเรื่องนี้ คุณ Krista Huybrechts และทีมนักวิจัยได้ศึกษาบันทึกประวัติทางการแพทย์ของผู้หญิงอเมริกันเกือบ 4 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนในการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ ผู้หญิงทั้งหมดในการวิจัยเป็นโรคซึมเศร้าและใช้ยาต้านอาการซึมเศร้าในการบำบัดในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์

ทีมนักวิจัยพบว่าสนใจเป็นพิเศษในกรณีผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านอาการซึมเศร้าชนิดที่เรียกว่า SSRI’s

คุณ Huybrechts หัวหน้าทีมวิจัยชี้ว่าผู้หญิงในการวิจัยส่วนมากหรือราว 80 เปอร์เซ็นต์ใช้ยาบำบัดอาการซึมเศร้า SSRI’s เมื่อเทียบกับยาประเภทอื่นเพราะมีความปลอดภัยกว่าและมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพน้อยกว่า ทีมนักวิจัยทีมนี้ทำการเปรียบเทียบกลุ่มผู้หญิงที่ใช้ยา SSRI’s กับคนไข้กลุ่มอื่นในการศึกษาที่ไม่ใช้ยาบำบัดอาการซึกเศร้าเลยในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์

ผลการศึกษาพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างใดๆ ระหว่างผู้หญิงทั้งสองกลุ่มนี้ ในกรณีของปัญหาการหายใจบกพร่องของทารกที่คลอดโดยหญิงทั้งสองกลุ่ม

คุณ Huybrechts กล่าวว่าทีมวิจัยไม่สามารถปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงถึงความเป็นไปได้ที่ว่าอาจจะมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการใช้ยาต้านอาการซึมเศร้า SSRI’s หากใช้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เธอกล่าวว่าความเสี่ยงที่ว่านี้เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ผลสรุปของการศึกษาชิ้นแรกเป็นอย่างมาก

คุณผู้ฟังสามารถอ่านรายละเอียดของผลการวิจัยเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ในวารสาร Journal of the American Medical Association ที่ตีพิมพ์ไปเมื่อเร็วๆ นี้

ข้อมูลจาก http://www.voathai.com/

216

นักวิจัยศึกษาประวัติการติดเชื้อไวรัสด้วยการตรวจเลือดวิธีใหม่

216
การตรวจเลือดแบบใหม่นี้เรียกว่า VirScan มีศักยภาพในการตรวจหาเชื้อไวรัสได้มากกว่าหนึ่งพันสายพันธุ์ในบรรดาเชื้อไวรัสจำนวนมากมายมหาศาลที่ติดเชื้อในคน

คุณ Stephen Elledge หัวหน้าทีมวิจัยแห่งโรงพยาบาล Brigham and Women’s Hospital และมหาวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ด ในเมืองบอสตั้น กล่าวว่าการตรวจทางพันธุกรรมนี้ใช้ตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยเพียงหยดเดียวเท่านั้น แต่สามารถแจ้งผลแก่แพทย์ได้ว่าคนไข้เคยติดเชื้อไวรัสที่เป็นอันตรายชนิดใดมาบ้างแล้ว

ยกตัวอย่าง คนเราอาจจะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมานานหลายปีแล้ว ซึ่งเป็นอันตรายต่อตับและการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะนำไปสู่มะเร็งตับในที่สุด

คุณ Stephen Elledge หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าการติดเชื้อไวรัสที่เป็นอันตรายหลายชนิด รวมทั้งการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี อาจจะเกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้วและเมื่อเริ่มปรากฏอาการป่วย โรคก็อาจเข้าขั้นลุกลาม

ในปัจจุบัน มีวิธีรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ ตลอดจนการบำบัดที่ช่วยยืดชีวิตผู้ติดเชื้อเอชไอวี การตรวจพบการติดเชื้อไวรัสอันตรายเหล่านี้เป็นการล่วงหน้า จะช่วยให้พวกเขาได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

นักวิจัยทีมนี้ใช้ตัวอย่างเลือดจากผู้บริจาค 600 คนจากสหรัฐอเมริกา เปรู แอฟริกาใต้และประเทศไทยในการพัฒนาการตรวจเลือด VirScan นี้

ทีมนักวิจัยชี้ว่าจากการตรวจเลือดของอาสาสมัครจากแต่ละประเทศทั้ง 4 ประเทศนี้ พบว่าคนจากแต่ละประเทศต่างติดเชื้อไวรัสชุดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดยประกอบด้วยไวรัสอย่างน้อย 10 ชนิดด้วยกัน

ในปัจจุบัน การตรวจเลือดแต่ละครั้งสามารถตรวจหาการติดเชื้อไวรัสได้เพียงชนิดเดียวเท่านั้นและแพทย์มักจะสั่งตรวจเลือดก็ต่อเมื่อสงสัยว่าคนไข้อาจจะติดเชื้อไวรัสชนิดใดชนิดหนึ่ง

คุณ Stephen Elledge หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าการตรวจเลือด VirScan สามารถตรวจหาการติดเชื้อไวรัสในเลือดได้ทีเดียวหลายชนิด ซึ่งอาจจะช่วยให้แพทย์เข้าใจถึงผลกระทบทางสุขภาพของคนเราจากการติดเชื้อไวรัสหลายๆ ชนิดรวมกัน

เขากล่าวว่าเชื้อไวรัสบางชนิดอาจจะสร้างความเสียหายแก่หัวใจ การตรวจเลือดแบบหาเชื้อไวรัสแบบใหม่นี้จะช่วยให้แพทย์ได้เข้าใจผลเสียทางสุขภาพที่จากการติดเชื้อไวรัสหลายๆ ชนิดรวมกันด้วยการเปรียบเทียบในกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่เป็นไปไม่ได้ในอดีต

คุณ Elledge หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าการตรวจเลือด VirScan ยังอาจจะนำไปใช้ในการต้นตอของการเกิดโรคที่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน อาทิ เชื้อไวรัสหลายชนิดที่อาจะเป็นต้นเหตุของโรคในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง

ข้อมูลจาก http://www.voathai.com/

215

ดูแลสุขภาพ “สมอง” เพิ่มอาหาร…ออกกำลังความคิด

215

สมอง…เป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายที่มีการทำงานอย่างมหัศจรรย์… ทั้งจดจำ คิด รู้สึก ประมวลผล สมองของคนเราประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทกว่า 1 แสนล้านเซลล์ ที่สามารถเก็บข้อมูล แปลข้อมูลที่เข้ามาเป็นคลื่นกระแสไฟฟ้า แล้วเก็บไว้เป็นประสบการณ์อยู่ในสมอง เปรียบได้กับคลื่นไฟฟ้าที่โทรทัศน์รับเข้ามา แล้วแปลออกมาเป็นภาพบนจอให้เราเห็น การเชื่อมต่อของกระแสไฟฟ้าในสมองนี่เอง ที่ทำให้คนเราสามารถคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆได้

เราใช้สมองทุกวันและแทบจะทุกๆเวลา แม้ในช่วงของการนอนหลับ สมองบางส่วนก็ยังคงทำงาน โดยเฉพาะคลื่นไฟฟ้าในสมองที่เป็นตัวกำหนดลักษณะของสิ่งที่เรารับรู้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพ สติปัญญา อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึกตัว และอื่นๆ

สำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน การดูแลสุขภาพของสมองจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะคนทำงานที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา การเลือกรับประทานอาหารทั้งอาหารทั่วไปและอาหารฟังก์ชันต่างๆที่ช่วยบำรุง สมอง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า อาหารหลายชนิดมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพของสมอง และกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมต่อของกระแสไฟฟ้าในคลื่นสมอง เช่น ปลา โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก เป็นอาหารที่ให้ประโยชน์สูงสุดต่อสมอง ผลไม้รสเปรี้ยวตระกูลเบอร์รี เช่น บลูเบอร์รี สตรอเบอร์รี เชอรี่ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมสุขภาพสมอง ทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น ช่วยลดความดันโลหิตที่สูงให้สมดุล ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิด ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัสที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อความ จำ และช่วยป้องกันการสูญเสียความจำระยะสั้น นอกจากนี้ยังมีอาหารอื่นๆอีกหลายชนิดที่ถูกระบุว่า ช่วยบำรุงสมองส่วนต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็น ผักโขม ไข่ แครอต พืชตระกูลถั่ว อาหารประเภทธัญพืช แอปเปิ้ล ช็อกโกเลต แปะก๊วย ที่เชื่อกันว่ามีส่วนช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ รวมทั้งโสมที่ถือว่าเป็นพืชที่ช่วยบำรุงสมองและร่างกายได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

รายงานการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า สารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า “จินเซนโนไซด์” ซึ่งเป็นสารสกัดจากโสมอเมริกา มีพื้นที่ปลูกอยู่ในแถบทวีปอเมริกาเหนือ เป็นสารที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทในสมองได้ดี โดยเฉพาะการทำให้โครงสร้างของจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทในสมองที่ส่งผล ต่อกระบวนการเรียนรู้และจดจำทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากมีจินเซนโนไซด์หลัก คือ Rb1, Re และ Rd ซึ่งเป็นอนุพันธ์เฉพาะที่มีผลเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงการทำงานของระบบ ประสาทในสมองโดยตรง

งานวิจัยหลายฉบับให้ผลตรงกันว่า สารจินเซนโนไซด์ในโสมอเมริกาช่วยให้สมองเกิดสมาธิ พร้อมเรียนรู้ และจดจำข้อมูลใหม่ๆในแต่ละวันได้ดีขึ้น เชื่อมโยงโครงข่ายข้อมูลทำให้เกิดการคิดที่เป็นระบบ ความเครียดเรื้อรังในสมองลดลง ส่งผลให้สมองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวดเร็วและเฉียบคมมากขึ้น คลายความวิตกกังวล มีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้กระบวนการคิดและประมวลผลข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่าเต็มไปด้วยพลังงานที่มีส่วนช่วยสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆด้วย

นอกจากนี้ ยังช่วยให้สมรรถภาพร่างกายแข็งแรง เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบและภูมิแพ้ ลดความดันโลหิต และช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด จินเซนโนไซด์ยังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายเซลล์สมองให้เสื่อม โทรมอีกด้วย

นอกจากเรื่องของอาหารการกินแล้ว วิธีการที่ช่วยบำรุงสมองและทำให้สุขภาพของสมองมีความแข็งแรงมากขึ้น อาจเกิดจากการออกกำลังสมอง ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น หลีกหนีความจำเจ การทำอะไรซ้ำๆ บ่อยๆ ที่นอกจากจะทำให้เบื่อหน่ายแล้ว สมองอาจจะทำงานน้อยลงด้วย ฉะนั้นจึงควรเปลี่ยนสิ่งใหม่ๆ บ้าง เช่น เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน อ่านหนังสือประเภทที่ไม่เคยอ่านมาก่อน เปลี่ยนเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ ฯลฯ แม้เป็นสิ่งเล็กน้อย แต่สามารถช่วยให้เซลล์ประสาทเกิดการตื่นตัวและยังช่วยพัฒนาหน่วยความจำใน สมองให้เพิ่มขึ้นด้วย

เปลี่ยนความถนัด เริ่มจากกิจวัตรประจำวัน เช่น การแปรงฟัน จากมือขวาเปลี่ยนมาใช้มือซ้ายบ้าง จากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกิจกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น กินข้าว เขียนหนังสือ วาดรูป ฯลฯ จะช่วยให้เซลล์สมองได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และยังทำให้สมองส่วนต่างๆ เกิดการตื่นตัวอยู่เสมอ

แสวงหาบรรยากาศและกลิ่นใหม่ๆ กลิ่นและรสชาติของอาหารที่แปลกจากเดิม เช่น อาหารญี่ปุ่น เวียดนาม ฝรั่งเศส จะทำให้ประสาทรับรสทำงานได้ดีขึ้น หรือการใช้น้ำมันหอมระเหยก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง ผ่อนคลายได้เช่นกัน

ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น จัดบ้าน จัดสวน เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ พบปะผู้คนใหม่ๆ จะช่วยให้สมองสามารถทำงานอย่างสร้างสรรค์ จุดประกายความคิดใหม่ๆ หรือการท่องเที่ยวสถานที่แปลกใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยชาร์จพลังให้สมอง ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและผ่อนคลาย แต่ข้อควรระวังของผู้สูงอายุคือ หากเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมบ่อยๆ อาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะผู้สูงอายุสมองเสื่อม เพราะทำให้เกิดการสับสนได้ง่าย

คิดในสิ่งที่แตกต่างและใหม่อยู่เสมอ หมั่นเป็นคนช่างสงสัย ช่างสังเกต ช่างซักถาม เช่น พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือหาประเด็นใหม่ๆ มาพูดคุย รวมถึงการจดจำลักษณะใบหน้า เสียงพูด หรืออุปนิสัยส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน เพื่อเติมข้อมูลใหม่ๆ ให้กับสมองอยู่สม่ำเสมอ

สำคัญที่สุด อย่าลืมว่า สมองเป็นอวัยวะที่เราต้องใช้ทุกวัน อาหาร และการออกกำลังสมอง จึงเป็นเรื่องจำเป็นไม่น้อยไปกว่าการดูแลสุขภาพส่วน อื่นๆของร่างกาย.

 

ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th

214

วิธีดูแล’สุขภาพเท้า’หน้าฝน

214
ฤดูฝนมาถึงแล้ว!!! หลายคนคงจะเริ่มคิดถึง “วิธีการรับมือ” กับช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะวิธีการดูแลสุขภาพเท้า ไม่ให้เกิดอาการเท้าเหม็นที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมักจะเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งขึ้นที่เท้า บริเวณซอกนิ้วเท้า และเล็บเท้า เพราะช่วงฝนตกหนักๆคนทั่วไปที่ต้องเดินทางก็มีโอกาสเดินย่ำน้ำ ที่แสนสกปรก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในช่วงหน้าฝน

เพราะคนจำนวนมากในปัจจุบัน ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลภาวะที่อันตรายอยู่ตลอดเวลา วันนี้ “เดลินิวส์ออนไลน์” เรามี 5 วิธีง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพเท้าด้วยตัวคุณเองมาฝากกัน

1.ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ ทุกวัน ซึ่งจะทำให้ผิวหนังในส่วนนั้นนุ่มขึ้น ห้ามขัด-ถู-แช่น้ำ มากเกินไป เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้ง หลังจากล้างเท้าแล้วควรเช็ดเท้าให้แห้งสนิททุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า (สำหรับผู้มีกลิ่นเท้าหลังจากล้างเท้าควรเช็ดให้แห้งสนิท โรยแป้งทาตัวให้ทั่วเท้าและซอกเท้า และไม่ควรใส่รองเท้าคับเกินไป ควรเลือกใส่ให้สบายและระบายอากาศได้)

2.ควรตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธี วิธีการตัดตรงตามแนวขอบเล็บ ไม่ควรตัดเล็บเซาะเข้าไปด้านข้างหรือจมูกเล็บ และไม่ควรตัดเล็บให้สั้นจนเกินไป

3.ถ้าหากเป็นคนผิวแห้ง ไม่ควรทาครีมแบบมีน้ำหอม ทาบางๆเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นกับผิว ทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า ห้ามทาครีมบริเวณซอกนิ้วเท้า เพราะอาจเกิดการหมักหมมของเชื้อราได้

4.ไม่ควรเดินเท้าเปล่าย่ำน้ำท่วมขัง เพราะอาจเดินเหยียบสิ่งมีคม จนเกิดบาดแผลที่ฝ่าเท้าได้ และสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น หลังจากพ้นเขตน้ำท่วม ควรล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งทันที (เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นแหล่งของโรคที่เกิดในช่วงฤดูฝน ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัดชนิดต่าง ๆ โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก โรคตาแดง แต่โรคที่คนส่วนใหญ่มักเป็นกันบ่อยครั้งและพบมากในช่วงฤดูฝน คือ โรคน้ำกัดเท้า หรือ ฮ่องกงฟุต)

5.ควรนำรองเท้าที่เปียกน้ำไปตากแดด เช่น รองเท้าผ้าใบ รองเท้าหนัง ก่อนตาก ควรล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย

“พญ.นัทยา วรวุทธินนท์” แพทย์ประจำแผนกตจศัลยศาสตร์และเลเซอร์ผิวหนัง สถาบันโรคผิวหนัง เปิดเผยว่า ควรเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับช่วงหน้าฝน ไม่แช่น้ำนานจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคือง หลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง ถ้าเกิดเลี่ยงไม่ได้ ควรล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้งสนิท เพื่อไม่ให้เกิดความชื้น ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อรา ถ้าหากเกิดอาการ ผด ผื่น คัน ให้รีบปรึกษาแพทย์ กรณีผู้ที่มีแผลที่เท้าควรหลีกเลี่ยงการโดนน้ำให้ได้มากที่สุด เพราะอาจจะทำให้แผลหายช้า และอาจมีการติดเชื้อโรคต่างๆที่ตามมากับหน้าฝน หากเลี่ยงไมได้ ควรรีบทำความสะอาดโดยเร็วที่สุด ใช้ยาฆ่าเชื้อโรค, เบตาดีน หรือน้ำเกลือทำความสะอาดแผล ถ้าบาดแผลขนาดใหญ่ ควรรีบพบแพทย์ และควรฉีดยาหรือ วัคซีนป้องกันบาดทะยัก

รู้วิธีการดูแลรักษาสุขภาพเท้าแบบนี้แล้ว ก็จะได้หาทางป้องกันได้อย่างถูกวิธี ควรหมั่นตรวจเช็คเท้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้ามีอาการผิดปกติ มีแผล คัน หรือมีกลิ่นเท้ารุนแรง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที และระมัดระวังอย่าให้รองเท้าอับชื้นเป็นเวลานาน ตากแดด ตากลม ทำวิธีง่ายๆเพียงแค่นี้ แล้วคุณจะมีสุขภาพเท้าที่ดี ไร้กลิ่นและหมดกังวลเรื่องเชื้อราไปได้เลย

 
———————————–
จีรานุช ฤทธิสนธิ์

ข้อมูลจาก : http://www.dailynews.co.th

139

แกนสัปปะรด เลอค่า อย่าทิ้ง

139

แกนสับปะรด ถ้าไม่เคยทานก็ต้องลองสักครั้ง เพราะส่วนนี้แหละมีสารอาหารสำคัญสะสมอยู่มากกว่าเนื้อหวาน ๆ ฉ่ำ ๆ ซะอีก

คนส่วนใหญ่เวลาปอกสับปะรดก็มักจะหั่นเอาแต่เนื้อแล้วโยนแกนแข็ง ๆ สีขาว ๆ ทิ้งขยะไป โดยหารู้ไม่ว่าเรากำลังทิ้งของดีไปเสียแล้ว เพราะแกนสับปะรด หรือไส้กลางแข็ง ๆ นี่แหละที่มีสารอาหารมากกว่าเนื้อเหลืองที่เราทานด้วยซ้ำ กระปุกดอทคอม เลยรีบหยิบเอาประโยชน์ของแกนสับปะรดมาบอกไว้ก่อน จะได้ทานกันเพื่อรับประโยชน์มากมายจากผลไม้ชนิดนี้

คุณค่าทางโภชนาการของสับปะรด
ก่อนจะไปรับทราบถึงประโยชน์ของแกนสับปะรด มาดูข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของสับปะรดทั้งลูกกันก่อนค่ะ โดยจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรฯ สหรัฐฯ พบว่า ในสับปะรด 100 กรัม ให้พลังงาน 50 กิโลแคลอรี มีคุณค่าทางสารอาหารสำคัญ ๆ ดังนี้ น้ำ 86 กรัม โปรตีน 0.54 กรัม ไขมันรวม 0.12 กรัมคาร์โบไฮเดรต 13.12 กรัม ไฟเบอร์ 1.4 กรัม น้ำตาล 9.85 กรัม แคลเซียม 13 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.29 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 109 มิลลิกรัม โซเดียม 1 มิลลิกรัม สังกะสี 0.12 มิลลิกรัม วิตามินซี 47.8 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 0.112 มิลลิกรัม โฟเลต 18 µg และวิตามินเอ 58 IU

คุณประโยชน์จากแกนสับปะรด
แม้จะแข็งและรสฝาดไปสักหน่อย แต่จะบอกว่าแกนสับปะรด หรือไส้กลางสับปะรดนี่คือแหล่งสะสมสารอาหารของสับปะรดเลย โดยเฉพาะเอนไซม์บรอมีเลน (BROMELAIN) ที่จริง ๆ แล้วมีอยู่ในทุกส่วนของสับปะรด แต่พบในส่วนแกนมากที่สุด ซึ่งสารนี้มีประโยชน์มากมาย คือ
มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ถ้ามื้อไหนทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เข้าไปมาก ๆ จนจุกเสียด แน่นท้อง ให้ทานสับปะรดเข้าไปหลังรับประทานอาหารจะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้
ช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะเอนไซม์บรอมีเลนมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ คอยทำลายแบคทีเรียที่ไม่มีประโยชน์
ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีกากใยมาก จึงช่วยแก้ท้องผูกได้ แต่ก็ไม่ควรทานมากไป เพราะจะทำให้ท้องเสียแทน มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่ว ช่วยลดอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ หลังจากออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนัก ๆ ป้องกันการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะเอนไซม์บรอมีเลนจะไปช่วยลดการเกาะกันเป็นลิ่มเลือดของเกล็ดเลือด
เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ต่อต้านโรคมะเร็ง นั่นเพราะบรอมีเลนจะทำให้เม็ดเลือดขาวหลั่งสารไซโตไคน์ ที่ทำให้เม็ดเลือดขาวกำจัดเซลล์มะเร็งได้ ช่วยลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเพศชาย ช่วยเพิ่มระดับเทสโทสเตอโรน ถือเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดีให้คุณผู้ชาย และยังสามารถ บรรเทาโรคเกาต์ได้ โดยทานสับปะรด 1/4 ผล (ขนาดเล็ก) วันละ 2-3 ครั้ง หลังอาหาร 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อให้เอนไซม์บรอมีเลนช่วยต้านการอักเสบ ลดความเจ็บปวดจากการอักเสบ

วิธีทานสับปะรดที่ถูกต้อง
เมื่อทราบประโยชน์ของแกนสับปะรดแล้ว คราวหน้าเวลาหั่นสับปะรดก็ควรหั่นเนื้อมาพร้อมกับแกนกลางด้วยจะดีกว่าทานแต่เนื้ออย่างเดียว แต่ถึงกระนั้นหลายคนอาจจะกลัวว่าเวลาทานแล้วจะเจ็บลิ้นและปาก ซึ่งถ้าเรารู้จักการทานสับปะรดอย่างถูกวิธีก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแสบลิ้นตามมา โดยเวลาทานสับปะรดต้องทำแบบนี้
ใช้มีดเฉือนเปลือกออกจนหมด
จากนั้นใช้มีดตัดส่วนตาออกเป็นร่องเฉียง
ตัดเป็นชิ้น แล้วเอาเกลือทาให้ทั่ว หรือแช่ในน้ำเกลืออ่อน ๆ ประมาณ 2-3 นาที
โดยการทาเกลือหรือแช่ในน้ำเกลือจะช่วยทำให้เอนไซม์บรอมีเลนที่มีฤทธิ์เป็นกรด ปรับเปลี่ยนโครงสร้างไม่สามารถเกิดปฏิกิริยากับอวัยวะในปาก และยังเป็นการทำลายสารจำพวก Glycoalkaoid จึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้จนแสบลิ้น

คนท้องกินสับปะรดได้ไหม?
มีคนพูดกันว่า สตรีมีครรภ์ไม่ควรทานสับปะรด เพราะอาจจะทำให้มีโอกาสแท้งบุตรมากขึ้น แต่ความจริงคือ เรื่องนี้ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันชัดเจนค่ะ แต่มีข้อมูลจาก พญ.จันทรฉวี เจริญพานิช สูตินรีแพทย์ และคุณเยาวลักษณ์ รูปปัทม์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ประจำโรงพยาบาลพญาไท 1 แนะนำไว้ในนิตยสารรักลูก ว่า คนท้องสามารถทานสับปะรดได้ เพื่อช่วยย่อยอาหาร ลดอาการแน่นท้อง การบวม อักเสบ และขับสารพิษออกจากร่างกาย
ขณะที่นักวิชาการในต่างประเทศ ผู้เขียนหนังสือ “What to Eat When You’re Pregnant.” บอกว่านี่เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะคนเข้าใจกันว่า ในเมื่อเอนไซม์บรอมีเลนมีความสามารถในการย่อยโปรตีน ก็น่าจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ที่เป็นสิ่งที่โปรตีนสร้างขึ้นมาด้วยเหมือนกัน จึงเกรงว่าหากทานสับปะรดเข้าไปจะไปทำให้คุณแม่มีอาการตกเลือดและแท้งได้ ซึ่งไม่ใช่ความจริง
แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลจากต่างประเทศก็แนะนำให้ว่าที่คุณแม่ทานสับปะรดในปริมาณที่เหมาะสม คือสัปดาห์ละประมาณ 1-2 หน่วยบริโภค (1 หน่วยบริโภคประมาณ 1 ถ้วย) และควรทานสับปะรดสดเท่านั้น ไม่ควรทานในรูปแบบสับปะรดกระป๋อง หรือน้ำสับปะรด ซึ่งถูกสกัดสารบรอมีเลนออกไปพอสมควร
ทั้งนี้เรื่องการทานสับปะรดแล้วจะเกิดผลเสียต่อสตรีมีครรภ์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ทานและร่างกายของแต่ละคนที่แตกต่างกันมากกว่าค่ะ บางคนทานแล้วอาจไม่เป็นอะไร แต่บางคนทานแล้วอาจมีอาการไม่ดีก็เป็นได้ หากไม่แน่ใจว่าตัวเองทานได้ไหม ลองปรึกษาแพทย์ดีกว่าค่ะ

ข้อควรระวังในการกินสับปะรด
ไม่ควรทานตอนท้องว่าง เพราะเป็นผลไม้ที่มีเอนไซม์มาก มีรสเปรี้ยว ทานแล้วอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร
ไม่ควรทานสับปะรดดิบ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง และก็ไม่ควรทานสับปะรดที่สุกเกินไป เพราะอาจเริ่มเน่า แล้วทำให้ท้องเสียได้
เข้าใจเรื่องสับปะรดกันแล้ว ครั้งหน้าถ้าจะซื้อผลไม้รถเข็นก็ขอแกนสับปะรดติดถุงมาด้วย ถ้าหั่นปุ๊บ ทิ้งปั๊บ แบบนี้เสียดายของดี ๆ แย่เลยค่ะ

 

ที่มา  http://www.manager.co.th