ดูแลสุขภาพ “สมอง” เพิ่มอาหาร…ออกกำลังความคิด

215

สมอง…เป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายที่มีการทำงานอย่างมหัศจรรย์… ทั้งจดจำ คิด รู้สึก ประมวลผล สมองของคนเราประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทกว่า 1 แสนล้านเซลล์ ที่สามารถเก็บข้อมูล แปลข้อมูลที่เข้ามาเป็นคลื่นกระแสไฟฟ้า แล้วเก็บไว้เป็นประสบการณ์อยู่ในสมอง เปรียบได้กับคลื่นไฟฟ้าที่โทรทัศน์รับเข้ามา แล้วแปลออกมาเป็นภาพบนจอให้เราเห็น การเชื่อมต่อของกระแสไฟฟ้าในสมองนี่เอง ที่ทำให้คนเราสามารถคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆได้

เราใช้สมองทุกวันและแทบจะทุกๆเวลา แม้ในช่วงของการนอนหลับ สมองบางส่วนก็ยังคงทำงาน โดยเฉพาะคลื่นไฟฟ้าในสมองที่เป็นตัวกำหนดลักษณะของสิ่งที่เรารับรู้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพ สติปัญญา อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึกตัว และอื่นๆ

สำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน การดูแลสุขภาพของสมองจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะคนทำงานที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา การเลือกรับประทานอาหารทั้งอาหารทั่วไปและอาหารฟังก์ชันต่างๆที่ช่วยบำรุง สมอง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า อาหารหลายชนิดมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพของสมอง และกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมต่อของกระแสไฟฟ้าในคลื่นสมอง เช่น ปลา โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก เป็นอาหารที่ให้ประโยชน์สูงสุดต่อสมอง ผลไม้รสเปรี้ยวตระกูลเบอร์รี เช่น บลูเบอร์รี สตรอเบอร์รี เชอรี่ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมสุขภาพสมอง ทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น ช่วยลดความดันโลหิตที่สูงให้สมดุล ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิด ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัสที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อความ จำ และช่วยป้องกันการสูญเสียความจำระยะสั้น นอกจากนี้ยังมีอาหารอื่นๆอีกหลายชนิดที่ถูกระบุว่า ช่วยบำรุงสมองส่วนต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็น ผักโขม ไข่ แครอต พืชตระกูลถั่ว อาหารประเภทธัญพืช แอปเปิ้ล ช็อกโกเลต แปะก๊วย ที่เชื่อกันว่ามีส่วนช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ รวมทั้งโสมที่ถือว่าเป็นพืชที่ช่วยบำรุงสมองและร่างกายได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

รายงานการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า สารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า “จินเซนโนไซด์” ซึ่งเป็นสารสกัดจากโสมอเมริกา มีพื้นที่ปลูกอยู่ในแถบทวีปอเมริกาเหนือ เป็นสารที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทในสมองได้ดี โดยเฉพาะการทำให้โครงสร้างของจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทในสมองที่ส่งผล ต่อกระบวนการเรียนรู้และจดจำทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากมีจินเซนโนไซด์หลัก คือ Rb1, Re และ Rd ซึ่งเป็นอนุพันธ์เฉพาะที่มีผลเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงการทำงานของระบบ ประสาทในสมองโดยตรง

งานวิจัยหลายฉบับให้ผลตรงกันว่า สารจินเซนโนไซด์ในโสมอเมริกาช่วยให้สมองเกิดสมาธิ พร้อมเรียนรู้ และจดจำข้อมูลใหม่ๆในแต่ละวันได้ดีขึ้น เชื่อมโยงโครงข่ายข้อมูลทำให้เกิดการคิดที่เป็นระบบ ความเครียดเรื้อรังในสมองลดลง ส่งผลให้สมองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวดเร็วและเฉียบคมมากขึ้น คลายความวิตกกังวล มีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้กระบวนการคิดและประมวลผลข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่าเต็มไปด้วยพลังงานที่มีส่วนช่วยสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆด้วย

นอกจากนี้ ยังช่วยให้สมรรถภาพร่างกายแข็งแรง เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบและภูมิแพ้ ลดความดันโลหิต และช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด จินเซนโนไซด์ยังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายเซลล์สมองให้เสื่อม โทรมอีกด้วย

นอกจากเรื่องของอาหารการกินแล้ว วิธีการที่ช่วยบำรุงสมองและทำให้สุขภาพของสมองมีความแข็งแรงมากขึ้น อาจเกิดจากการออกกำลังสมอง ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น หลีกหนีความจำเจ การทำอะไรซ้ำๆ บ่อยๆ ที่นอกจากจะทำให้เบื่อหน่ายแล้ว สมองอาจจะทำงานน้อยลงด้วย ฉะนั้นจึงควรเปลี่ยนสิ่งใหม่ๆ บ้าง เช่น เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน อ่านหนังสือประเภทที่ไม่เคยอ่านมาก่อน เปลี่ยนเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ ฯลฯ แม้เป็นสิ่งเล็กน้อย แต่สามารถช่วยให้เซลล์ประสาทเกิดการตื่นตัวและยังช่วยพัฒนาหน่วยความจำใน สมองให้เพิ่มขึ้นด้วย

เปลี่ยนความถนัด เริ่มจากกิจวัตรประจำวัน เช่น การแปรงฟัน จากมือขวาเปลี่ยนมาใช้มือซ้ายบ้าง จากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกิจกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น กินข้าว เขียนหนังสือ วาดรูป ฯลฯ จะช่วยให้เซลล์สมองได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และยังทำให้สมองส่วนต่างๆ เกิดการตื่นตัวอยู่เสมอ

แสวงหาบรรยากาศและกลิ่นใหม่ๆ กลิ่นและรสชาติของอาหารที่แปลกจากเดิม เช่น อาหารญี่ปุ่น เวียดนาม ฝรั่งเศส จะทำให้ประสาทรับรสทำงานได้ดีขึ้น หรือการใช้น้ำมันหอมระเหยก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง ผ่อนคลายได้เช่นกัน

ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น จัดบ้าน จัดสวน เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ พบปะผู้คนใหม่ๆ จะช่วยให้สมองสามารถทำงานอย่างสร้างสรรค์ จุดประกายความคิดใหม่ๆ หรือการท่องเที่ยวสถานที่แปลกใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยชาร์จพลังให้สมอง ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและผ่อนคลาย แต่ข้อควรระวังของผู้สูงอายุคือ หากเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมบ่อยๆ อาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะผู้สูงอายุสมองเสื่อม เพราะทำให้เกิดการสับสนได้ง่าย

คิดในสิ่งที่แตกต่างและใหม่อยู่เสมอ หมั่นเป็นคนช่างสงสัย ช่างสังเกต ช่างซักถาม เช่น พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือหาประเด็นใหม่ๆ มาพูดคุย รวมถึงการจดจำลักษณะใบหน้า เสียงพูด หรืออุปนิสัยส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน เพื่อเติมข้อมูลใหม่ๆ ให้กับสมองอยู่สม่ำเสมอ

สำคัญที่สุด อย่าลืมว่า สมองเป็นอวัยวะที่เราต้องใช้ทุกวัน อาหาร และการออกกำลังสมอง จึงเป็นเรื่องจำเป็นไม่น้อยไปกว่าการดูแลสุขภาพส่วน อื่นๆของร่างกาย.

 

ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th

วิธีดูแล’สุขภาพเท้า’หน้าฝน

214
ฤดูฝนมาถึงแล้ว!!! หลายคนคงจะเริ่มคิดถึง “วิธีการรับมือ” กับช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะวิธีการดูแลสุขภาพเท้า ไม่ให้เกิดอาการเท้าเหม็นที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมักจะเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งขึ้นที่เท้า บริเวณซอกนิ้วเท้า และเล็บเท้า เพราะช่วงฝนตกหนักๆคนทั่วไปที่ต้องเดินทางก็มีโอกาสเดินย่ำน้ำ ที่แสนสกปรก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในช่วงหน้าฝน

เพราะคนจำนวนมากในปัจจุบัน ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลภาวะที่อันตรายอยู่ตลอดเวลา วันนี้ “เดลินิวส์ออนไลน์” เรามี 5 วิธีง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพเท้าด้วยตัวคุณเองมาฝากกัน

1.ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ ทุกวัน ซึ่งจะทำให้ผิวหนังในส่วนนั้นนุ่มขึ้น ห้ามขัด-ถู-แช่น้ำ มากเกินไป เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้ง หลังจากล้างเท้าแล้วควรเช็ดเท้าให้แห้งสนิททุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า (สำหรับผู้มีกลิ่นเท้าหลังจากล้างเท้าควรเช็ดให้แห้งสนิท โรยแป้งทาตัวให้ทั่วเท้าและซอกเท้า และไม่ควรใส่รองเท้าคับเกินไป ควรเลือกใส่ให้สบายและระบายอากาศได้)

2.ควรตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธี วิธีการตัดตรงตามแนวขอบเล็บ ไม่ควรตัดเล็บเซาะเข้าไปด้านข้างหรือจมูกเล็บ และไม่ควรตัดเล็บให้สั้นจนเกินไป

3.ถ้าหากเป็นคนผิวแห้ง ไม่ควรทาครีมแบบมีน้ำหอม ทาบางๆเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นกับผิว ทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า ห้ามทาครีมบริเวณซอกนิ้วเท้า เพราะอาจเกิดการหมักหมมของเชื้อราได้

4.ไม่ควรเดินเท้าเปล่าย่ำน้ำท่วมขัง เพราะอาจเดินเหยียบสิ่งมีคม จนเกิดบาดแผลที่ฝ่าเท้าได้ และสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น หลังจากพ้นเขตน้ำท่วม ควรล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งทันที (เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นแหล่งของโรคที่เกิดในช่วงฤดูฝน ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัดชนิดต่าง ๆ โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก โรคตาแดง แต่โรคที่คนส่วนใหญ่มักเป็นกันบ่อยครั้งและพบมากในช่วงฤดูฝน คือ โรคน้ำกัดเท้า หรือ ฮ่องกงฟุต)

5.ควรนำรองเท้าที่เปียกน้ำไปตากแดด เช่น รองเท้าผ้าใบ รองเท้าหนัง ก่อนตาก ควรล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย

“พญ.นัทยา วรวุทธินนท์” แพทย์ประจำแผนกตจศัลยศาสตร์และเลเซอร์ผิวหนัง สถาบันโรคผิวหนัง เปิดเผยว่า ควรเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับช่วงหน้าฝน ไม่แช่น้ำนานจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคือง หลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง ถ้าเกิดเลี่ยงไม่ได้ ควรล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้งสนิท เพื่อไม่ให้เกิดความชื้น ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อรา ถ้าหากเกิดอาการ ผด ผื่น คัน ให้รีบปรึกษาแพทย์ กรณีผู้ที่มีแผลที่เท้าควรหลีกเลี่ยงการโดนน้ำให้ได้มากที่สุด เพราะอาจจะทำให้แผลหายช้า และอาจมีการติดเชื้อโรคต่างๆที่ตามมากับหน้าฝน หากเลี่ยงไมได้ ควรรีบทำความสะอาดโดยเร็วที่สุด ใช้ยาฆ่าเชื้อโรค, เบตาดีน หรือน้ำเกลือทำความสะอาดแผล ถ้าบาดแผลขนาดใหญ่ ควรรีบพบแพทย์ และควรฉีดยาหรือ วัคซีนป้องกันบาดทะยัก

รู้วิธีการดูแลรักษาสุขภาพเท้าแบบนี้แล้ว ก็จะได้หาทางป้องกันได้อย่างถูกวิธี ควรหมั่นตรวจเช็คเท้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้ามีอาการผิดปกติ มีแผล คัน หรือมีกลิ่นเท้ารุนแรง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที และระมัดระวังอย่าให้รองเท้าอับชื้นเป็นเวลานาน ตากแดด ตากลม ทำวิธีง่ายๆเพียงแค่นี้ แล้วคุณจะมีสุขภาพเท้าที่ดี ไร้กลิ่นและหมดกังวลเรื่องเชื้อราไปได้เลย

 
———————————–
จีรานุช ฤทธิสนธิ์

ข้อมูลจาก : http://www.dailynews.co.th

แกนสัปปะรด เลอค่า อย่าทิ้ง

139

แกนสับปะรด ถ้าไม่เคยทานก็ต้องลองสักครั้ง เพราะส่วนนี้แหละมีสารอาหารสำคัญสะสมอยู่มากกว่าเนื้อหวาน ๆ ฉ่ำ ๆ ซะอีก

คนส่วนใหญ่เวลาปอกสับปะรดก็มักจะหั่นเอาแต่เนื้อแล้วโยนแกนแข็ง ๆ สีขาว ๆ ทิ้งขยะไป โดยหารู้ไม่ว่าเรากำลังทิ้งของดีไปเสียแล้ว เพราะแกนสับปะรด หรือไส้กลางแข็ง ๆ นี่แหละที่มีสารอาหารมากกว่าเนื้อเหลืองที่เราทานด้วยซ้ำ กระปุกดอทคอม เลยรีบหยิบเอาประโยชน์ของแกนสับปะรดมาบอกไว้ก่อน จะได้ทานกันเพื่อรับประโยชน์มากมายจากผลไม้ชนิดนี้

คุณค่าทางโภชนาการของสับปะรด
ก่อนจะไปรับทราบถึงประโยชน์ของแกนสับปะรด มาดูข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของสับปะรดทั้งลูกกันก่อนค่ะ โดยจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรฯ สหรัฐฯ พบว่า ในสับปะรด 100 กรัม ให้พลังงาน 50 กิโลแคลอรี มีคุณค่าทางสารอาหารสำคัญ ๆ ดังนี้ น้ำ 86 กรัม โปรตีน 0.54 กรัม ไขมันรวม 0.12 กรัมคาร์โบไฮเดรต 13.12 กรัม ไฟเบอร์ 1.4 กรัม น้ำตาล 9.85 กรัม แคลเซียม 13 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.29 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 109 มิลลิกรัม โซเดียม 1 มิลลิกรัม สังกะสี 0.12 มิลลิกรัม วิตามินซี 47.8 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 0.112 มิลลิกรัม โฟเลต 18 µg และวิตามินเอ 58 IU

คุณประโยชน์จากแกนสับปะรด
แม้จะแข็งและรสฝาดไปสักหน่อย แต่จะบอกว่าแกนสับปะรด หรือไส้กลางสับปะรดนี่คือแหล่งสะสมสารอาหารของสับปะรดเลย โดยเฉพาะเอนไซม์บรอมีเลน (BROMELAIN) ที่จริง ๆ แล้วมีอยู่ในทุกส่วนของสับปะรด แต่พบในส่วนแกนมากที่สุด ซึ่งสารนี้มีประโยชน์มากมาย คือ
มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ถ้ามื้อไหนทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เข้าไปมาก ๆ จนจุกเสียด แน่นท้อง ให้ทานสับปะรดเข้าไปหลังรับประทานอาหารจะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้
ช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะเอนไซม์บรอมีเลนมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ คอยทำลายแบคทีเรียที่ไม่มีประโยชน์
ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีกากใยมาก จึงช่วยแก้ท้องผูกได้ แต่ก็ไม่ควรทานมากไป เพราะจะทำให้ท้องเสียแทน มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่ว ช่วยลดอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ หลังจากออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนัก ๆ ป้องกันการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะเอนไซม์บรอมีเลนจะไปช่วยลดการเกาะกันเป็นลิ่มเลือดของเกล็ดเลือด
เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ต่อต้านโรคมะเร็ง นั่นเพราะบรอมีเลนจะทำให้เม็ดเลือดขาวหลั่งสารไซโตไคน์ ที่ทำให้เม็ดเลือดขาวกำจัดเซลล์มะเร็งได้ ช่วยลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเพศชาย ช่วยเพิ่มระดับเทสโทสเตอโรน ถือเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดีให้คุณผู้ชาย และยังสามารถ บรรเทาโรคเกาต์ได้ โดยทานสับปะรด 1/4 ผล (ขนาดเล็ก) วันละ 2-3 ครั้ง หลังอาหาร 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อให้เอนไซม์บรอมีเลนช่วยต้านการอักเสบ ลดความเจ็บปวดจากการอักเสบ

วิธีทานสับปะรดที่ถูกต้อง
เมื่อทราบประโยชน์ของแกนสับปะรดแล้ว คราวหน้าเวลาหั่นสับปะรดก็ควรหั่นเนื้อมาพร้อมกับแกนกลางด้วยจะดีกว่าทานแต่เนื้ออย่างเดียว แต่ถึงกระนั้นหลายคนอาจจะกลัวว่าเวลาทานแล้วจะเจ็บลิ้นและปาก ซึ่งถ้าเรารู้จักการทานสับปะรดอย่างถูกวิธีก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแสบลิ้นตามมา โดยเวลาทานสับปะรดต้องทำแบบนี้
ใช้มีดเฉือนเปลือกออกจนหมด
จากนั้นใช้มีดตัดส่วนตาออกเป็นร่องเฉียง
ตัดเป็นชิ้น แล้วเอาเกลือทาให้ทั่ว หรือแช่ในน้ำเกลืออ่อน ๆ ประมาณ 2-3 นาที
โดยการทาเกลือหรือแช่ในน้ำเกลือจะช่วยทำให้เอนไซม์บรอมีเลนที่มีฤทธิ์เป็นกรด ปรับเปลี่ยนโครงสร้างไม่สามารถเกิดปฏิกิริยากับอวัยวะในปาก และยังเป็นการทำลายสารจำพวก Glycoalkaoid จึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้จนแสบลิ้น

คนท้องกินสับปะรดได้ไหม?
มีคนพูดกันว่า สตรีมีครรภ์ไม่ควรทานสับปะรด เพราะอาจจะทำให้มีโอกาสแท้งบุตรมากขึ้น แต่ความจริงคือ เรื่องนี้ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันชัดเจนค่ะ แต่มีข้อมูลจาก พญ.จันทรฉวี เจริญพานิช สูตินรีแพทย์ และคุณเยาวลักษณ์ รูปปัทม์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ประจำโรงพยาบาลพญาไท 1 แนะนำไว้ในนิตยสารรักลูก ว่า คนท้องสามารถทานสับปะรดได้ เพื่อช่วยย่อยอาหาร ลดอาการแน่นท้อง การบวม อักเสบ และขับสารพิษออกจากร่างกาย
ขณะที่นักวิชาการในต่างประเทศ ผู้เขียนหนังสือ “What to Eat When You’re Pregnant.” บอกว่านี่เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะคนเข้าใจกันว่า ในเมื่อเอนไซม์บรอมีเลนมีความสามารถในการย่อยโปรตีน ก็น่าจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ที่เป็นสิ่งที่โปรตีนสร้างขึ้นมาด้วยเหมือนกัน จึงเกรงว่าหากทานสับปะรดเข้าไปจะไปทำให้คุณแม่มีอาการตกเลือดและแท้งได้ ซึ่งไม่ใช่ความจริง
แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลจากต่างประเทศก็แนะนำให้ว่าที่คุณแม่ทานสับปะรดในปริมาณที่เหมาะสม คือสัปดาห์ละประมาณ 1-2 หน่วยบริโภค (1 หน่วยบริโภคประมาณ 1 ถ้วย) และควรทานสับปะรดสดเท่านั้น ไม่ควรทานในรูปแบบสับปะรดกระป๋อง หรือน้ำสับปะรด ซึ่งถูกสกัดสารบรอมีเลนออกไปพอสมควร
ทั้งนี้เรื่องการทานสับปะรดแล้วจะเกิดผลเสียต่อสตรีมีครรภ์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ทานและร่างกายของแต่ละคนที่แตกต่างกันมากกว่าค่ะ บางคนทานแล้วอาจไม่เป็นอะไร แต่บางคนทานแล้วอาจมีอาการไม่ดีก็เป็นได้ หากไม่แน่ใจว่าตัวเองทานได้ไหม ลองปรึกษาแพทย์ดีกว่าค่ะ

ข้อควรระวังในการกินสับปะรด
ไม่ควรทานตอนท้องว่าง เพราะเป็นผลไม้ที่มีเอนไซม์มาก มีรสเปรี้ยว ทานแล้วอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร
ไม่ควรทานสับปะรดดิบ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง และก็ไม่ควรทานสับปะรดที่สุกเกินไป เพราะอาจเริ่มเน่า แล้วทำให้ท้องเสียได้
เข้าใจเรื่องสับปะรดกันแล้ว ครั้งหน้าถ้าจะซื้อผลไม้รถเข็นก็ขอแกนสับปะรดติดถุงมาด้วย ถ้าหั่นปุ๊บ ทิ้งปั๊บ แบบนี้เสียดายของดี ๆ แย่เลยค่ะ

 

ที่มา  http://www.manager.co.th

7 ข้อที่คอกาแฟต้องจำ ดื่มแบบไหนให้ผลเสียน้อยที่สุด

110

กาแฟมีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นอยู่กับว่าเราดื่มมาก-น้อยแค่ไหน แล้วจะดื่มอย่างไรดีถึงจะให้ผลเสียน้อยที่สุด

คนติดกาแฟคงรู้ตัวดีว่าถ้าวันไหนไม่ได้ดื่มกาแฟเลยนี่ถึงกับปวดหัวและหมดพลังเลยจริง ๆ ถ้าดื่มแต่พอเหมาะไม่เกิน 2-3 ถ้วยก็ไม่เท่าไร แถมยังได้ประโยชน์จากคาเฟอีนด้วย แต่บางคนติดหนักดื่มกันเกินวันละ 3 ถ้วยตั้งแต่เช้าจนก่อนนอน แบบนี้ กาแฟคงไม่ให้ประโยชน์แน่ ๆ แต่ยิ่งจะทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับเข้าไปอีก
แล้วอย่างนี้จะดื่มกาแฟอย่างไรถึงเกิดผลเสียต่อสุขภาพน้อยที่สุด เฟซบุ๊ก มูลนิธิหมอชาวบ้าน มี 7 ข้อแนะนำมาบอกให้คอกาแฟได้จดจำ คนที่ชอบดื่มกาแฟลองทำตามดูได้เลย
7 ข้อที่คอกาแฟต้องจำ ดื่มแบบไหนให้ผลเสียน้อยที่สุด

1. ควรสังเกตว่าตัวคุณเองมีความไวของการตอบสนองต่อปริมาณกาแฟกี่ถ้วย มีอาการอย่างไรบ้าง เพื่อหาปริมาณที่เหมาะสมสำหรับตนเอง

2. หากมีอาการนอนหลับยาก ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในช่วงบ่ายหรือช่วงหัวค่ำ

3. ไม่ควรดื่มกาแฟขณะท้องว่าง เนื่องจากคาเฟอีนเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

4. ไม่ควรดื่มกาแฟเพื่อหักโหมทำงาน และอดนอนติดต่อกันหลาย ๆ คืน แม้ว่าคาเฟอีนช่วยให้ร่างกายตื่นตัวจริง แต่สมองต้องการเวลาพักผ่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้

5. หากคุณเป็นผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ ควรกินอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมเพิ่มเติม เช่น นม โยเกิร์ต ปลาเล็กปลาน้อย คะน้า บรอกโคลี เป็นต้น เพื่อทดแทนแคลเซียมที่สูญเสียไปกับปัสสาวะ และลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน หรืออาจปรับเปลี่ยนโดยการชงกาแฟใส่นมแทนครีมเทียม เป็นต้น

6. ควรกินผักผลไม้อย่างเพียงพอทุกวัน เนื่องจากในกระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟจะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้น แต่วิตามินซี อี และเบต้าแคโรทีนในผักผลไม้ เช่น มะเขือเทศ แครอท ผักใบเขียว ฝรั่ง ส้มเขียวหวาน เป็นต้น จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายได้

7. ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากฤทธิ์ในการขับปัสสาวะของคาเฟอีน
เคล็ดลับดี ๆ จากหมอชาวบ้าน คงถูกอกถูกใจคอกาแฟกันน่าดู ถ้าอดใจไม่ดื่มไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ควรทานอาหารจำพวกผักผลไม้ อาหารทีมีแคลเซียมสูง และดื่มน้ำให้มาก ๆ ก็จะช่วยกำจัดพิษจากกาแฟถ้วยโปรดได้ค่ะ

 

ที่มา  http://health.kapook.com

7 ประโยชน์น่าทึ่งของถุงชา ที่เชื่อเลยว่าหลายคนยังไม่รู้…

065

ประโยชน์เลิศ ๆ กับการพลิกถุงชาไม่ใช้แล้ว ให้กลายเป็นของที่สามารถต่อยอดทำได้มากกว่าการชงชาดื่มซะอีก รับรองบางอย่างก็พาอึ้งเพราะไม่เคยรู้มาก่อน !

ถุงชาที่ชงเสร็จแล้ว เชื่อว่าหลายบ้านคงทิ้งลงถังขยะไปแบบไม่ต้องสงสัย แต่เชื่อไหมว่าเรามีกลเม็ดเด็ด ๆ ที่จะเปลี่ยนถุงชาไร้ค่าให้กลายเป็นถุงชาสุดคุ้มขึ้นมาได้ กับประโยชน์ของถุงชาที่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน อ่านจบแล้วก็สวมวิญญาณแม่บ้านเหรียญทองเก็บถุงชาไว้ใช้ต่อกันเถอะ รับรองใช้ได้เกินคุ้มจ้า

  1. ดูดกลิ่นให้สิ้นซาก

ต่อให้บ้านสะอาด ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหรา แต่ถ้าเดินเข้ามาแล้วเจอกลิ่นไม่พึงประสงค์เตะจมูกเข้าให้ความประทับใจน่าจะเหลือเพียงศูนย์นะ ไม่ต้องลงทุนเงินเป็นถุงหรือถังเพื่อแก้ไข เพราะถุงชาง่าย ๆ นี่แหละ จะช่วยดูดกลิ่นเหม็นอับที่ไม่ต้องการทั้งหลายให้หายไป ทั้งในรถ ตู้เสื้อผ้า หรือจุดที่ต้องการดับกลิ่น แค่นี้ก็ฟินแล้ว

  1. บำรุงต้นไม้ให้รากแข็งแรง

รักษ์โลกรักสีเขียวกันก็ต้องบำรุงอย่างดีเยี่ยม ต้นไม้น้อยใหญ่ในบ้านต่างต้องการความเอาใจใส่แต่จะให้หาปุ๋ยนอกที่ว่าเจ๋งดูจะลำบากไปนิด แค่ถุงชาก็เป็นปุ๋ยชั้นเยี่ยมได้แล้ว เพียงฝังถุงชาลงในผิวหน้าของดิน ซึ่งมันจะทำหน้าที่ปล่อยไนโตรเจนที่เป็นปุ๋ยบำรุงออกมา ให้สารอาหารลงไปอยู่ในดิน เพื่อพืชพรรณที่แข็งแรง

  1. ลดผื่นแดงบนผิวหนังได้ดั่งใจ

คันยิบ ๆ อยากเกาก็ไม่กล้า หายามาทากี่ชนิดก็ไม่หายขาด อาการผื่นแพ้แดง ที่ขึ้นบนผิวหนังเป็นเรื่องไม่ยากที่จะแก้เลย ถ้าพึ่งเคมีแล้วมันไม่เวิร์ค ก็ลองเอาถุงชามาผสมน้ำจากนั้นเทใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดพ่นไปที่ผิวหนังปล่อยไว้ให้แห้ง สารต้านอนุมูลอิสระในชาจะบรรเทาอาการผื่นคันให้ดีขึ้นเอง เสร็จแล้วอย่าลืมล้างออกด้วยนะ

  1. ล้างคราบเตาปิ้งย่าง ปูทางสู่ความอร่อย

จะทำความสะอาดเตาปิ้งย่างทั้งทีก็หนักเอาการอยู่ ทางที่ดีลองวิธีนี้ง่ายกว่าเยอะ นำถุงชามาถูบริเวณปากปล่องขี้เถ้าก่อนกวาดทิ้งป้องกันการฟุ้งกระจาย ในส่วนของตะแกรงหรือกระทะที่มีคราบไหม้ให้ลองทำตามวิธีในข้อต่อไปได้เลย

  1. ทะลวงคราบเครื่องครัวหายเกลี้ยง

คราบแห้งกรังล้างเท่าไรก็ไม่ยอมออก จะแช่ให้เปื่อยอย่างไรคราบก็ไม่ยอมหลุด อย่าคิดสั้นไปทิ้งอันเก่าแล้วซื้อใหม่เด็ดขาด เพราะแค่เอาถุงชาที่ใช้แล้วหย่อนลงในกระบะที่แช่เครื่องครัวเหล่านั้น กรดแทนนิคในชาจะช่วยดึงคราบที่ไหม้ออกได้ง่ายดายเลย

  1. ฟื้นฟูเส้นผมสะบัดได้หายห่วง

เส้นผมที่นุ่มสลวยสวยเก๋คือความใฝ่ฝันของทุกคน จะให้แห้งแตกปลายจนอายไม่กล้าปล่อยผมนั้นเห็นจะไม่ได้ แค่นำถุงชาที่ใช้แล้วไปผสมกับน้ำเย็นแล้วนำมาหมักผมก่อนสระ จะช่วยฟื้นคืนชีพผมสวยให้คุณได้อีกครั้งหนึ่ง ชาเขียวจะช่วยให้ผมใหม่ขึ้นเร็ว และชาดำจะบำรุงเส้นผมให้เงางามดูสุขภาพดี

  1. ขจัดคราบให้ไกลห่าง

เสื้อผ้าเลอะเปรอะเปื้อนจากกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันสร้างความหนักอกหนักใจให้คุณแม่บ้านไม่น้อยเลย ที่จะต้องเสียเงินซื้อน้ำยามาทำความสะอาดอยู่บ่อยครั้ง งั้นเดินเข้าครัวไปต้มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมกับผ้าเปื้อน จากนั้นจุ่มถุงชาลงไป ใช้น้ำ 1 ถ้วยต่อชา 1 ถุง ใช้เวลาต้ม 20 นาที และนำผ้าลงไปแช่ให้คราบเลอะหลุดออกก่อนจะนำมาซักใหม่จะประหยัดกว่า

นั่นแน่ ! เปลี่ยนใจไม่ทิ้งถุงชากันแล้วใช่ไหมคะ เพราะประโยชน์สารพัดอย่างขนาดนี้ จะให้ทิ้งไปง่าย ๆ ก็เสียดายแย่เลยเนอะ

 

ที่มา http://home.kapook.com

5 ทริคแกะป้ายบนของต่าง ๆ ให้หลุดลอกออกง่าย !

064

ป้ายราคา หรือป้ายยี่ห้อ ที่ติดเหนียวหนึบหนับ เอาออกได้ด้วยทริคที่ไม่ยากอย่างที่คิด แล้วชีวิตจะได้ไม่ต้องมีนั่งหงุดหงิดกับป้ายจิ๋วแต่ไม่แจ๋วอีกต่อไป
ไม่ว่าจะซื้อแก้ว เครื่องครัว หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้า บางอย่างก็ล้วนต้องมีป้ายราคาที่เป็นกาวเหนียวแน่นหนึบติดอยู่ พอจะใช้ทีไรก็ต้องมาปวดหัวกับป้ายราคาที่พาให้ละเหี่ย เพราะทั้งดึง งัดแงะเท่าไร ก็ไม่ยอมหลุดออกไปแบบง่าย ๆ แถมยังมีคราบกาวทิ้งไว้ให้ลำบากใจอีก วันนี้กระปุกดอทคอมจะไม่ยอมให้คุณต้องปวดหัวอีกต่อไป เพราะเราได้สรรหาวิธีแกะป้ายราคาเหนียว ๆ ให้หลุดออกง่ายดายมาฝากกันแล้ว ถ้าพลาดเคล็ดลับนี้ไปต้องเสียดายแน่นอน ^^
1. ไดร์เป่าผมเป่าลมร้อนให้หลุด
สำหรับสาวที่ชื่นชอบในการจัดแต่งทรงผมก็ต้องมีไดร์เป่าผมติดบ้านเอาไว้ ถ้างั้นก็ง่ายเลยที่จะเอาป้ายราคาออก แค่เอาไดร์เป่าลงไป ความร้อนอ่อน ๆ จากไดร์เป่าผมจะทำให้กาวค่อย ๆ คืนตัว จะดึงออกก็ง่ายดาย แต่ต้องระวังกันด้วยนะสาว ๆ เคล็ดลับนี้ใช้ได้กับสิ่งของที่ทนความร้อนได้เท่านั้นนะคะ
2. น้ำร้อน ๆ ล่อนป้ายราคา
เช่นเดียวกันกับวิธีแรกที่สามารถใช้ได้เฉพาะกับสิ่งของที่ทนความร้อนและล้างน้ำได้ โดยต้มน้ำร้อนปริมาณพอจะแช่สิ่งของที่มีอยู่ได้ จากนั้นหันด้านที่มีป้ายราคาลงไปแช่ในน้ำร้อนสัก 2-3 นาที แล้วให้ใช้การ์ดพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วขูดป้ายออกให้เกลี้ยง
3. ป้ายหลุดแต่ไม่หยุดเลอะ
ถึงแม้ว่าจะเอาป้ายราคาเหนียว ๆ นี้ออกแล้ว แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยกาวดำ ๆ ไว้ให้ดูต่างหน้าอีก ราศีของใหม่แกะกล่องก็ไม่จับซะที อย่างนี้เจอกับน้ำมันกำจัดคราบกาวหน่อยดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเนยถั่ว มายองเนส หรือน้ำมันพืช แค่ชโลมลงไปเพียงเล็กน้อยบนคราบกาว แล้วเอาผ้ามาเช็ดให้คราบหลุดออก แค่นี้ก็จบ
4. ล้างน้ำสบู่ไปเลยดีกว่า
ส่วนทริคในข้อนี้แนะนำให้ใช้กับสิ่งของที่สามารถใช้กับน้ำได้เท่านั้น เช่น พวกพลาสติก หรืออะลูมิเนียม ผสมสบู่อ่อนกับน้ำอุ่นแล้วถูเอาป้ายราคากวนใจออก หรือจะใช้น้ำยาล้างจานก็ได้ไม่ว่ากัน
5. ยาหม่องลอกออกเลย
ถ้าใครที่ทนกับกลิ่นยาหม่องได้ก็จะสบายมาก ป้ายราคาที่ว่าเหนียวแน่นหนึบนั้นก็ต้องแพ้ภัย ขอแค่ที่บ้านมียาหม่อง ใช้ได้ทั้งแบบน้ำและธรรมดา จับปาดถูที่ป้ายราคาจนมันอ่อนตัว แล้วเช็ดออก น้ำมันในยาหม่องจะช่วยแกะป้ายและดึงกาวออกในคราวเดียวกันเลย
อย่าปล่อยให้ป้ายราคาช้ำ ๆ มาตอกย้ำเงินในกระเป๋า จัดการตามวิธีที่ว่ามานี้แล้วชีวิตจะดี๊ดีไม่ต้องปวดหัวเลยค่ะ

ที่มา http://home.kapook.com

5 เรื่องผิดพลาดเกี่ยวกับเตียงนอน ที่ทำให้ชีวิตยากขึ้น

063

เรื่องผิด ๆ ที่หลายคนเคยทำเกี่ยวกับเตียงนอน อาจทำให้ชีวิตยากขึ้นโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ ลองมาดูทริคเล็ก ๆ เกี่ยวกับเตียงนอน แล้วรีบแก้ไขกันดีกว่า
เรื่องของเตียงนอนไม่ได้มีแค่ฟูก หมอน ผ้าห่ม และการกระโดดลงไปนอนบนเตียงเท่านั้น เพราะมีหลายสิ่งที่คนส่วนใหญ่ละเลย แต่หารู้ไม่ว่าก็ส่งผลต่อเราด้วยเหมือนกัน ถ้ายังนึกไม่ออกก็ต้องมาดู 5 ข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้ที่เรามักทำกัน กระซิบดัง ๆ เลยว่าหากได้รับการแก้ไขจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นอีกเยอะเลยนะ
1. ไม่ซื้อผ้าปูที่นอนแบบรัดมุม
หลายคนอาจจะบอกว่า ถึงไม่ใช้ผ้าปูที่นอนแบบรัดมุม แต่ก็สามารถเหน็บผ้าปูที่นอนแบบธรรมดาให้เรียบเนียนได้อย่างสบาย ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าผ้าปูที่นอนแบบรัดมุมจะช่วยประหยัดเวลาในการปูเตียง แถมยังไม่ต้องมาเสียเวลายัดมุมผ้าปูเข้าใต้ที่นอนทุกวันให้เหนื่อยด้วย
2. ไม่ยอมเก็บเตียงทุกเช้า
อันที่จริงเตียงก็ต้องการระบายอากาศเช่นกัน การเก็บเตียงทุกเช้าจะช่วยเคลียร์ความอับชื้นจากการใช้งานทั้งคืนออกไป ซึ่งแน่นอนว่าดีต่อสุขภาพของเรา นอกจากนี้ลองจินตนาการดูว่าจะผ่อนคลายแค่ไหน ถ้าเราได้กระโดดขึ้นเตียงโล่ง ๆ ยามค่ำคืน แทนที่กองผ้าห่มและหมอนที่ขยุ้มกันอยู่บนเตียงจนฝุ่นเกาะ
3. ไม่รีดผ้าปูที่นอนก่อนใช้งาน
มันอาจจะดูไม่จำเป็น แต่บอกเลยว่าการรีดผ้าปูที่นอน จะสร้างความแตกต่างทั้งรูปลักษณ์และความรู้สึก โดยหากเป็นผ้าปูชนิดที่เรียบในตัวเองอยู่แล้วก็ข้ามไป แต่ถ้าเป็นผ้าลินินและผ้าคอตตอนก็เสียบปลั๊กเตารีดได้เลย ซึ่งรับรองเลยว่าหากใครได้รีดดูสักครั้ง จะไม่อยากนอนบนผ้าปูที่ยับย่นอีกตลอดกาล !
4. ไม่กลับด้านปลอกผ้านวมในขั้นตอนการใส่
อย่าเพิ่งถอดใจเลิกใช้ผ้านวมแบบแยกปลอกเพียงเพราะมันใส่ยาก เพราะวิธีที่ถูกต้องคือ ให้กลับด้านในปลอกผ้านวมออกมา จากนั้นจับคู่ 2 มุม เข้ากับมุมของไส้ผ้านวม แล้วค่อย ๆ กลับปลอกผ้านวมให้คลุมทับไส้ แค่นี้การใส่ผ้านวมแบบแยกปลอกก็จะสำเร็จสวยงาม ภายในเวลาแค่นิดเดียว ไม่ต้องเละเทะกักฝุ่นเพราะความขี้เกียจ
5. ไม่ยอมมัดเชือกหมอนข้าง
เชือกหมอนข้าง จะช่วยให้ปลอกหมอนข้างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่หลายคนก็เน้นความง่ายด้วยการแค่สวมไส้ปลอกหมอนข้างเข้าไปเฉย ๆ จนกลางดึกทีไรหมอนข้างก็โผล่ออกมานอนปลอกหมอนจนพันตัวให้ตื่นกลางดึกซะทุกที ถ้าไม่มัดแล้วมันยากขนาดนี้ ผูกเชือกสักหน่อยน่าจะสบายกว่านะ
รู้แล้วว่าสิ่งผิดพลาดมีอะไรบ้าง หากยังทำผิด ๆ แบบนี้อยู่ ก็ลองนำไปแก้ไขกันดูนะคะ แล้วเรื่องบนเตียงจะกลายเป็นเรื่องง่าย ๆ แถมทำให้หลับสบายขึ้นอีกด้วยจ้า

ที่มา http://home.kapook.com/view111862.html

หอมแดง สรรพคุณไม่ธรรมดาพาไกลโรค

007

ช่วงนี้จะเห็นหลายคนๆ มีอาการ ทั้งไอ จาม เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก บางคนเลือกซื้อยามาทาน เป็นอาทิตย์ก็ยังไม่หาย เสียงเปลี่ยน เจ็บคอ เห็นแล้วสงสาร ก็หาข้อมูลว่ามีผักสวนครัวพื้นบ้านเราอะไรบ้าง ที่จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้

ซึ่งพบว่า “หอม” (มีชื่อพื้นบ้านว่า หอมไทย หอมหัวเล็ก หอมเล็ก หอมแดง และหอมหัวแดงคนไทย) มีหลายชนิดแตกต่างกันไป ตามขนาด สี และกลิ่นหอม หอมที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็น หอมหัวเล็ก หรือที่เรียกว่า “หอมแดง”นั่นเอง

เคล็ด(ไม่)ลับ สรรพคุณทางยา

ในหอมแดงอุดมด้วยวิตามิน และคุณค่าทางอาหารครบถ้วน แถมยังเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย บำรุงสมอง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ที่สำคัญ มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ไม่ขึ้นลงวูบวาบ

ด้วยความหลากหลายของตัวยาในหอมแดง ส่งผลให้มีสรรพคุณมากตามไปด้วย ข้อมูลจากสถาบันอภัยภูเบศรกล่าวถึงวิธีใช้ประโยชน์ของหอมแดงไว้ดังนี้

ไข้หวัด แก้หวัดคัดจมูก และช่วยลดน้ำมูก
ใช้หัวเล็กปอกเปลือกทุบพอแตก ห่อผ้าบางๆ วางไว้ตรงหัวนอน เพื่อให้กลิ่นหัวหอมเข้าจมูก ช่วยทำให้จมูกโล่ง สามารถบรรทาอาการหวัดได้ (วางไว้เวลาเด็กหลับ )

บรรเทาอาการท้องเดิน ท้องอืด/แน่น ขับลม”
นำมาซอยเป็นแว่น ต้มเอาน้ำดื่ม

โรคหืดหอบ ไอเรื้อรั้ง
ใช้หัวหอมขนาดประมาณหัวแม่มือ ใส่ขิงและกระเทียม ผสมน้ำ 1 แก้ว แล้วปั่นกรองเอาแต่น้ำ ใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ บีบมะนาว 2-3 ลูก ดื่มวันละ 1 แก้ว หลังแปรงฝันเสร็จ อาการหอบหืดจะค่อยๆ ดีขึ้น

แก้ผื่นคัน ลดการอักเสบ
หอมแดงหัวเล็ก 4-5 หัว ตำให้แหลก คั้นเอาน้ำ แล้วนำไปแช่ตู้เย็น 30 นาที จากนั้นนำมาทาบริเวณที่เป็นเม็ดผดผื่น

รักษาสิวและลดรอยด่างดำ
หอมแดงหัวเล็ก 4-5 หัว ล้างให้สะอาดแล้วนำมาย่างไฟ หรือฝานบางๆ ใช้แปะไว้บริเวณที่เป็นสิวหรือรอยด่างดำบนใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา และปลายจมูก เพราะอาจเกิดการระคายเคืองจากกำมะถันในน้ำหอมแดง ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก ทำทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ รอยด่างดำจะค่อยๆ จางลง

ที่มา http://webdb.dmsc.moph.go.th/

ประโยชน์จากต้นอ่อนทานตะวัน อาหารเพื่อสุขภาพ

ปัจจุบันกระแสการทานอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะการทานผักออร์แกนิกยิ่งได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่รักสุขภาพมากขึ้น วันนี้เราจึงไม่พลาดที่จะหยิบเอาประโยชน์ดีๆ จากต้นอ่อนทานตะวันมาฝากกัน

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักหรือยังไม่คุ้นเคยกับพืชเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยคุณประโยชน์มหาศาลชนิดนี้ เราพร้อมแล้วกับการพาคุณมาแนะนำให้ได้รู้จักมากขึ้นค่ะ

006

ต้นอ่อนทานตะวันลักษณะเป็นอย่างไร

ต้นอ่อนทานตะวันเป็นต้นอ่อนเล็กๆ ที่ผลิมาจากดอกทานตะวันซึ่งมีอายุเพียงแค่ 7 – 11 วัน เปี่ยมด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น โปรตีน แคลเซียม เหล็ก ใยอาหาร ไขมัน สังกะสีและโพแทสเซียม นอกจากนี้ ยังมีสารอีกหนึ่งชนิดที่เรียกว่าสาร GABA (gamma aminobotyric acid) สารดังกล่าวมีคุณสมบัติในการป้องกันโรคหลายอย่าง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ควบคุมน้ำหนัก บำรุงเซลล์สมอง บำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ช่วยชะลอความแก่ชราและช่วยป้องกันการเกิดอัลไซเมอร์ได้ด้วย

ประโยชน์จากต้นอ่อนทานตะวัน พืชจิ๋ว.. แต่สารอาหารเพื่อสุขภาพสุดแจ๋ว!

สารอาหารหลายชนิดที่ได้จากต้นอ่อนทานตะวัน

ในต้นอ่อนทานตะวันเล็กๆ นั้นยังเปี่ยมด้วยวิตามินบี 1 บี 6 วิตามินอี ซีและเซเลเนียม กรดไขมันโอเมก้า 3, 6, 9 อีกทั้งยังมีโฟเลทสูงที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ และมีส่วนช่วยกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ภายในปอดได้ด้วย

สารอาหารที่ได้จากต้นอ่อนทานตะวันนั้น ในปริมาณ 1/4 ถ้วย จะมีปริมาณไขมันชนิดที่ดีต่อสุขภาพสูงถึง 16 กรัม โดยมีไขมันอิ่มตัว 2 กรัม มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 8 กรัม ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 6 กรัม ไฟเบอร์ 2 กรัม โปรตีน 6 กรัมและคาร์โบไฮเดรตอีก 6 กรัม ใครที่กลัวว่ากินต้นอ่อนทานตะวันปริมาณมากจะทำให้ร่างกายได้รับไขมันที่อาจนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพ บอกได้เลยค่ะว่าไขมันที่ร่างกายคุณจะได้รับจากต้นอ่อนทานตะวันนั้นล้วนแล้วแต่เป็นไขมันชนิดดีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น โดยสามารถช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนั่นเอง

นอกจากนี้แล้ว ต้นอ่อนทานตะวันปริมาณ 1/4 ถ้วยยังมีปริมาณธาตุเหล็ก 8% ซึ่งเป็นปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน และมีแคลเซียม 2% ซึ่งจำเป็นต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันอีกด้วย

ประโยชน์จากต้นอ่อนทานตะวัน พืชจิ๋ว.. แต่สารอาหารเพื่อสุขภาพสุดแจ๋ว!

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการกินต้นอ่อนทานตะวันจะเป็นพืชที่ดีต่อสุขภาพแท้จริง หากก็ควรระมัดระวังด้วยโดยไม่ควรกินในปริมาณมากเกินไป เพราะอาจทำให้คุณน้ำหนักขึ้นได้ เพราะมองโดยรวมแล้วปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับจากต้นอ่อนทานตะวันนั้นก็นับว่ามีค่อนข้างมากทีเดียวเช่นกัน เพราะต้นอ่อนทานตะวัน 1/4 ถ้วยมีปริมาณแคลอรี่สูงมากถึง 190 มิลลิกรัมนั่นเอง

ดังนั้น เลือกใช้ต้นอ่อนทานตะวันมาเป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารที่เน้นการผักต่างๆ เยอะขึ้นตามด้วยก็ได้ อาจเป็นเมนูยำหรือสลัดหรือไม่ประกอบอาหารที่มีปริมาณไขมันอื่นๆ ร่วมด้วยเพิ่มและทานเพียงแต่พอดี ก็ย่อมไม่ทำให้สาวๆ มีรูปร่างอ้วนขึ้น และทำให้ได้รับประโยชน์จากต้นอ่อนทานตะวันอย่างเพียงพอแล้วค่ะ

ที่มา http://women.sanook.com/

ภัยใกล้ตัวมากับพฤติกรรมที่ไม่สมดุล

การมีสุขภาพดีล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ และเชื่อว่าทุกคนต่างก็เลือกที่จะบริโภคในสิ่งที่ตนคิดว่ามีผลดีต่อสุขภาพกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การนอน การออกกำลังกาย และการทำงาน

005

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า สิ่งที่คุณเลือกแล้วว่ามันต้องดีต่อสุขภาพแน่ๆ มันอาจเกิดผลเสียต่อร่างกายของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัวก็ได้ ที่บอกกล่าวแบบนี้ ก็เพราะอาจจะมีบางสิ่งที่คุณทำแล้วควรได้รับประโยชน์ แต่กลับกลายเป็นว่าคุณได้รับโทษแทน ซึ่งจะมีอะไรบ้างที่เรานำมาบอกต่อกันในวันนี้ ไปดูกันเลย

1.ผักสด
ของสดๆ ใครๆ ก็บอกว่าดี โดยเฉพาะผักสด ที่เด็ดใหม่ๆ จากไร่จากสวน ถึงกระนั้นใช่ว่าผักสดจะกินแล้วไม่มีประโยชน์ แต่ทว่ามีผักสดบางชนิดที่อาจเป็นพิษภัยต่อร่างกาย โดยผักที่ไม่ควรกินสดนั้น ได้แก่ พืชในตะกูลผักกาด ไม่ว่าจะเป็น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า ผักกาดหัว ผักกาดขาว แครอท บรอคเคอรี ผักเหล่านี้มีสารกอยโตรเจน ที่จะไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายนำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อย, ถั่วฝักยาว ถั่วฝักยาวดิบมีแก๊สค่อนข้างสูง โดยเฉพาะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่ทำให้ท้องอืด, ถั่วงอก ในถั่วงอกดิบมีสารไฟเตด ที่จะส่งผลในการขัดขวางการดูดซึมสารบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย, หน่อไม้และมันสำปะหลัง จะมีสารไซยาไนด์ ในรูปของ ไกลโคไซด์ ซึ่งมีผลต่อระบบประสาท ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย มึนงง หมดสติ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจหยุดทำงานได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากชอบรับประทานผักสด ควรเลือกรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และทานผักหลายๆ ชนิดสลับกันไป ก็จะเป็นประโยชน์ให้แก่ร่างกายของเราได้

2.การปรุงอาหาร
ไม่มีสัตว์โลกไหนปรุงอาหารกินเหมือนมนุษย์ ซึ่งการปรุงอาหารให้สุก ถือเป็นตัวก่อโรคในยุคปัจจุบันนี้เลยก็ว่าได้ เพราะด้วยความที่อาหารไม่มีรสชาติที่จัดจ้าน คนจึงไปเน้นเรื่องของการปรุงอาหารให้สุก ใส่เครื่องปรุง เติมรสชาติ ซึ่งการปรุงที่น่ากลัวที่สุด คือ การใช้น้ำมันและน้ำตาลในปริมาณมาก และยิ่งนำน้ำมันไม่อิ่มตัวไปผ่านความร้อน เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันงาไปใช้ในการทอดอาหาร เมื่อไอน้ำในอากาศแตกตัวให้ไฮโดรเจนและไปจับกับตำแหน่งที่ไม่อิ่มตัว จนกลายเป็นน้ำมันอิ่มตัวที่เรียกว่าไขมันทรานส์ ซึ่งไขมันตัวนี้เป็นอันตรายจากการทอดที่ทำให้ไขมันในเลือดเราผิดปกติ ฉะนั้นหากต้องการจะทอดอาหารให้ใช้น้ำมันที่อิ่มตัว เช่น น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว แทน ส่วนใครอยากจะเลี่ยงอาหารทอด แล้วยังอยากได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนไขมันในเลือด ที่ทำให้เพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) และลดโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) ให้ใช้น้ำมันที่ไม่อิ่มตัวและรับประทานสด เช่น น้ำมันมะกอก เป็นต้น

3.การทานเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ด้วยลำไส้เล็กของคนเรายาว 7 เมตร หากทานพืชผักเข้าไปจะย่อย 4 ชั่วโมง ทานเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะย่อย 3 วัน แน่นอนว่า ถ้าเราทานเนื้อสัตว์เข้าไปมากๆ มันจะส่งผลร้าย คือ มันย่อยช้า จนอาจเน่าคาลำไส้ ซึ่งของเน่าเราคงรู้ฤทธิ์เดชมันดี ไม่ว่าจะมีทั้งความสกปรก การเกิดเชื้อโรคจำนวนมาก เกิดสารพิษ และด้วยความที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับเรา โรคภัยไข้เจ็บ สารก่อมะเร็ง สารพิษ จึงเป็นตัวเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเราทานเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเข้าไปก็เท่ากับว่าเราได้รับสารพิษเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ฉะนั้นหากลดการทานเนื้อสัตว์กลุ่มนี้ลง เราก็จะมีความปลอดภัยจากสารพิษดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งเนื้อสัตว์ที่ทดแทนกันได้ คือ สัตว์น้ำ เช่น ปลา ปู กุ้ง หอย เป็นต้น เพราะสัตว์น้ำจะให้ไขมันที่ดี ที่เรียกว่าโอเมก้า 3 ช่วยปรับปรุงไขมันในเลือดทำให้ไขมันดีสูงขึ้น ไขมันไม่ดีลดลง และช่วยปรับสมดุลของไขมันในเลือด

4.การนอน
ใครบ้างที่ชอบนอนผิดเวลา ถึงเวลานอนแทนที่จะนอน แต่ดันไปทำอย่างอื่น กินอาหารดึกบ้าง ทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง แต่ที่แน่ๆ หลายคนคงยังไม่รู้ว่า หลัง 18.00 น. ไม่ควรรับประทานอาหาร ควรปล่อยให้กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กของเราให้ว่าง เพราะหลังจากช่วงเวลานี้ ต่อมเหนือสมองจะสร้างฮอร์โมน เมลาโตนิน ทำให้รู้สึกง่วง อยากพักผ่อน หากง่วงแล้วหลับเลย โกรทฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองก็จะมารับช่วงต่อ คือ ช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์ ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการนอนที่สุด คือ เวลา 22.00-02.00 เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเราเข้าสู่สภาวะการฟื้นตัว หากละเลยช่วงเวลาที่ดีที่สุดนี้ไป จะส่งผลให้ร่างกายเราเสื่อมโทรมเร็ว เจ็บไข้ได้ป่วยได้ง่ายและฟื้นตัวยาก อย่างไรก็ตามชั่วโมงนอนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเกณฑ์ของอายุ คนอายุน้อยก็จะนอนเยอะหน่อย คนอายุเยอะก็จะนอนน้อยลง ทั้งนี้หากตื่นมาแล้วรู้สึกว่าสดชื่น นั่นถือว่าเราได้นอนพอแล้ว

5. เครื่องดื่มบำรุงกำลัง
อากาศร้อน คนก็วิ่งหาเครื่องดื่มบำรุงกำลัง หวานๆ เย็นๆ ดื่มแล้วชื่นใจก็จริง แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกิดผลร้ายทั้งสิ้น เพราะความหวานจากน้ำตาลที่เป็นส่วนผสมสำคัญของเครื่องดื่ม เช่น ชาเขียวพร้อมดื่ม ในหนึ่งขวดมีน้ำตาลอยู่ถึง 12 ช้อนชา โดยองค์การอนามัยโลกให้ค่าบริโภคน้ำตาลของร่างกายที่เหมาะสม คือ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวันเท่านั้น แต่ด้วยน้ำตาลแพงและอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต้องใช้วัตถุดิบสร้างความหวานในปริมาณมาก จึงหันมาใช้ฟรุกโทสไซรัป (Fructose Syrup) หรืออีกชื่อว่า “น้ำเชื่อมข้าวโพด” ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 6 เท่า ซึ่งเจ้าฟรุกโทสนั้นทำให้คนอิ่มไม่เป็น และยิ่งดื่มเข้าไปมากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะเก็บสะสมฟรุกโทสไว้มากเท่านั้น เนื่องด้วยฟรุกโทสไม่เกิดกลไกการย่อยในลำไส้ปกติ ร่างกายจึงนำไปเก็บไว้ที่ตับ ผลที่ตามมา คือเกิดโรคอ้วน มีไขมันพอกตับ

ที่มา http://www.thaihealth.or.th/