รวม 7 ไร่เชียงราย ไปพักร้อนกลางไร่เกษตรสวย ๆ กันเถอะ

179-600x385

 

สุดฟินไปกับวิวและธรรมชาติผ่านไร่เชียงรายน่าเที่ยว ดินแดนเหนือสุดของประเทศไทยกันดีกว่า มีไร่ไหนไม่ควรพลาดรีบตามมาเลย

หน้าร้อนไปเที่ยวที่ไหนดี ? เมื่อได้ยินคำถามนี้หลายคนอาจจะนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลหรือน้ำตก ที่สามารถเดินทางไปพักผ่อนให้กายเย็นฉ่ำได้ แต่สำหรับวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปฉีกกฎการท่องเที่ยวรับหน้าร้อน…ที่ไม่ใช่ทะเลกันบ้าง กับการเดินทางไปเยือนถิ่นเย็น ๆ อย่าง 7 ไร่เชียงรายน่าเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกันค่ะ แถมแต่ละไร่ต่างมีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งการท่องเที่ยวและการพักผ่อน รวมไปถึงการได้สัมผัสวิถีชุมชนภายในจังหวัดเชียงราย ดินแดนเหนือสุดของประเทศไทยอีกด้วยค่ะ…ได้ยินแบบนี้แล้วหลายคนคงอยากรู้แล้วว่าจะมีที่ไหนน่าสนใจบ้าง ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้าตามไปชมทั้ง 7 ไร่ พร้อม ๆ กันเลย ^^

  1. ไร่รื่นรมย์

ไร่รื่นรมย์ ตั้งอยู่ในอำเภอเทิง เป็นอีกหนึ่งไร่ที่มุ่งเน้นการทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกพืชผักแบบออแกนิกส์ ก่อตั้งจากคนรุ่นใหม่ แอปเปิ้ล ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ที่ต้องการสานฝันร่วมกับพี่สาว เชอรี่ วิลาสินี กิตะพาณิชย์ พลิกพื้นที่ดินของครอบครัว 80 ไร่ ให้กลายเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงคนไทยให้มีสุขภาพดี โดยมุ่งมั่นที่จะเชิญชวนให้คนทั่วไปหันมาดูแลสุขภาพ และเลือกควบคุมน้ำหนักอย่างถูกวิธี ด้วยการเลือกทานอาหารที่ไม่มีสารเคมีหรือเรียกกันว่า Eat Clean พร้อมลงพื้นที่ปลูกพืชไร่ พืชสวน ทำนา เลี้ยงสัตว์ ด้วยตัวเอง แถมที่นี่ยังเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สถานที่พักผ่อนแบบโฮมสเตย์ และคาเฟ่เล็กๆ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเรียนรู้พักผ่อนท่ามกลางไร่เกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น มีฟาร์มแพะและแกะให้เด็กๆ มาให้อาหาร มีรถ ATV มีรถจักรยานไว้ปั่นเที่ยวชมภายในไร่ เป็นต้น

สำหรับสินค้าน่าอุดหนุนของไร่รื่นรมย์มีให้เลือกหลากหลาย เช่น ข้าวกล้องหอมอุบลอินทรีย์ ข้าวหอมนิลอินทรีย์ แป้งข้าวหอมอุบลอินทรีย์ แป้งข้าวหอมนิลอินทรีย์(เหมาะสำหรับคนแพ้แป้งข้าวสาลี) แป้งวาฟเฟิล ดอกไม้อบแห้ง เช่น ดอกดาวเรือง เก๊กฮวย ตะไคร้หอม(สำหรับชงเป็นเครื่องดื่ม) นมแพะ ผักจิงจูฉ่าย อิตาเลี่ยนเคล(Kale) มะเขือเทศ สตรอว์เบอร์รี และอื่น ๆ อีกหลายรายการ ซึ่งในกรุงเทพฯ สินค้าของไร่เรามีวางจำหน่ายที่ร้านสุขภาพหลาย ๆ แห่ง

 

หมายเหตุ : ทั้งนี้สำหรับใครที่จะแวะไปเยือนที่ ไร่รื่นรมย์ ทางไร่ขออภัยในความไม่สะดวก เพราะเนื่องจากทางไร่กำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างและพร้อมเปิดบริการเต็มรูปแบบในเดือนพฤษภาคมค่ะ

 

ที่อยู่ : ไร่รื่นรมย์ Rai Ruen Rom ไร่เกษตรอินทรีย์ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย

โทรศัพท์ : 09 7087 0085, 0 5316 0512

  1. สิงห์ปาร์ค เชียงราย

ไร่สิงห์ปาร์ค เชียงราย หรือที่คุ้นกันในชื่อไร่บุญรอด ที่นี่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กับพื้นที่กว่า 8,000 ไร่ เพลิดเพลินไปกับทัวร์ฟาร์มสิงห์ปาร์ค ชมสวนสัตว์สวยพันธ์แอฟริกา ปั่นจักรยานชมธรรมชาติแบบใกล้ชิด กิจกรรมผจญภัย และการแข่งขันกีฬาตลอดทั้งปีอีกมามาย

ส่วนจุดที่น่าสนใจภายในไร่ ได้แก่ จุดบริการรถฟาร์มทัวร์ ร่วมสัมผัสบรรยากาศและธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยภูเขา ตระการตากับไร่ชาและสวนผลไม้นานาชนิด, ทุ่งดอกคอสมอส และสระหงส์ หรือจะไปสร้างความตื่นเต้น ณ หอซิปไลน์ หน้าผาจำลอง และซิปไลน์ชมไร่ชาท่ามกลางวิว 360 องศา ก่อนจะไปรับประทานอาหารอร่อย ๆ ที่ร้านอาหารภูภิรมย์

ไร่สิงห์ปาร์ค เชียงราย เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น. ทั้งมีอัพเดทต่าง ๆ ได้ที่ เฟซบุ๊ก Singha Park Chiang Rai สิงห์ปาร์ค เชียงราย

 

ที่อยู่ : 99 หมู่ 1 ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมือง (ไร่อยู่ตำบลแม่กรณ์ ใกล้วัดร่องขุ่นหางจากอำเภอเมือง 9           กิโลเมตร และเดินทางจากสนามบินประมาณ 20 นาที)

โทรศัพท์ : 09 1576 0374, 0 5317 2870

เว็บไซต์ : singhapark.com, เฟซบุ๊ก Singha Park Chiang Rai สิงห์ปาร์ค เชียงราย

  1. ไร่แสงอรุณ

ไร่แสงอรุณ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร เนื้อที่กว่า 100 ไร่ ตั้งอยู่ระหว่างทิวเขาในหมู่บ้านเชียงของ แถมยังตั้งอยู่ในพื้นที่โลเคชั่นดี เพราะด้านหนึ่งของไร่ติดฝั่งแม่น้ำโขง ถือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวหลายคนต่างเลือกเดินทางมาเที่ยว สัมผัสความเย็นท่ามกลางฉากแปลงเกษตรสุดยิ่งใหญ่ ส่วนใครที่เลือกที่จะมาพักผ่อนก็มีเปิดบริการที่พัก ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากวัสดุเรียบง่ายจากไม้เก่า มุงหลังคาด้วยหญ้าคา ส่วนผนังเน้นการนำเทคนิคผสมดินกับซีเมนต์ให้เกิดความกลมกลืนกับธรรมชาติ

นอกจากนี้ภายในไร่ยังมีกิจกรรมให้เลือกทำมากมาย เช่น ล่องเรือเที่ยวแม่น้ำโขงและขึ้นหมู่บ้านชายแดนประเทศลาว, ร่วมทำงานเกษตรกับโครงการต่าง ๆ ในไร่ตามฤดูกาล รวมถึงการปลูก เก็บเกี่ยวพืชผักอินทรีย์ และการทำนาอินทรีย์แบบสังคมชาวชนบทดั้งเดิม, กิจกรรมเดินป่าและท่องเที่ยวหมู่บ้านชาวเขา และการเยี่ยมโรงเรียนเด็กชาวเขาเพื่อแบ่งปันความรู้ ความสุขให้กับเด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาส

นอกจากนี้ทางไร่ยังมีการจัดโปรแกรมสุขภาพ ที่เน้นการขจัดส่วนเกินของร่างกาย เช่น การงดบริโภคเนื้อสัตว์, เลือกทานเมนูปลอดสารพิษพ่วงไปกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย มีให้เลือกแบบ 3 วัน 2 คืน และ 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ raisaengarun.com

 

ที่อยู่ : เลขที่ 2 หมู่ 3 บ้านผากุบ ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

โทรศัพท์ : 09 2701 2555, 09 2701 3555

  1. ไร่องุ่นภูวิไล

ไร่องุ่นสวย ๆ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 80 ไร่ ห่างจากเมืองเชียงราย 60 กิโลเมตร หากเดินทางมาจากตัวเมืองเชียงรายจะตั้งอยู่ก่อนถึงด่านท่าขี้เหล็ก ชายแดนไทย-เมียนมา 6 กิโลเมตร นอกจากองุ่นจะเป็นผลไม้หลักของไร่แล้ว ไร่แห่งนี้ยังเน้นการปลูกผักและผลไม้กว่า 20 ชนิด เนื่องจากเจ้าของสวนเป็นคนที่ชอบทานผลไม้มาก ทางไร่จึงได้มีการนำผลไม้ชนิดต่าง ๆ มาปลูกเพื่อรับประทานเอง และไว้จ่ายแจกให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมสวนได้รับประทานกัน

อีกทั้งยังเปิดบริการบ้านพักตากอากาศให้นักท่องเที่ยวได้เลือกพักผ่อน ไปพร้อม ๆ กับการชื่นชมความสวยงามของสวนผลไม้ขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนเนินเขามีสภาพภูมิประเทศที่สวยงาม สามารถมองเห็นพื้นที่ราบของอำเภอแม่สายและประเทศเพื่อนได้เป็นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟสำหรับนั่งชมวิว 360 องศา มีผลไม้สด ๆ ให้ได้กินอย่างเมลอน องุ่นไร้เมล็ด และเสาวรสให้บริการ ^^ พร้อมเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น.

 

ที่อยู่ : เลขที่ 92 หมู่ที่ 11 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

โทรศัพท์ : 08 9636 9772

  1. ไร่บ่าวน้อย

ไร่บ่าวน้อย ไร่สตรอว์เบอร์รีปลอดสารพิษที่งดงามและใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย ที่ถูกพลิกพื้นจากที่ดินแสนว่างเปล่าให้กลายเป็นดินแดนสวรรค์ กับที่ตั้งที่สวยงามบนเนินเขาที่ด้านหน้าติดกับหนองน้ำพุ ด้านหลังติดกับภูเขาลูกใหญ่ที่ชื่อว่า ดอยนางนอน แถมยังโอบล้อมด้วยบรรยากาศดี ๆ ที่สามารถเดินทะลุหมอกหนา ๆ ราวกับอยู่บนสวรรค์ ภายในไร่บ่าวน้อยแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สตรอว์เบอร์รีเท่านั้น เพราะยังมีบริการรีสอร์ท ห้องพัก ร้านอาหาร ที่เพิ่มแนวคิดในการสร้างไร่ให้มีความเป็นธรรมชาติ สวยงามและใส่ใจสิ่งแวดล้อมและปลอดสารพิษ

สำหรับห้องพักและกิจกรรมที่น่าสนใจภายในไร่สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ raibaonoi.com แล้วอย่าลืมแวะมาเก็บความฟินกับสตรอว์เบอร์รีกันนะคะ ><

 

ที่อยู่ : เลขที่ 68/1 บ้านจ้องซอย 7 หมู่ 1 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

โทรศัพท์ : 09 3286 8656, 08 2932 0243

  1. ไร่ชาฉุยฟง

ไร่ชาฉุยฟง เป็นอีกหนึ่งสถานที่ต้องตามไปเช็กอินเมื่อไปเยือนเชียงราย ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาในเขตพื้นที่บ้านพญาไพร สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร ถือเป็นแหล่งผลิตใบชาที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่กว่า 40 ปีในเชียงราย บนพื้นที่ไร่กว่า 1,000 ไร่ ที่เปิดไร่ชาให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชื่นชมทัศนียภาพความสวยงามของแปลงชาขนาดใหญ่ ที่ปลูกเป็นแนวยาวโค้งตามไหล่เข้า

พร้อมทั้งสามารถเลือกอุดหนุนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในไร่ ที่โดดเด่นด้วยชาคุณภาพที่หอม หวาน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวการันตรีด้วยรางวัลต่าง ๆ  มากมาย สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการแวะไปเยือนไร่ชาฉุยฟง ที่นี่เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-17.30 น. รวมทั้งสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก CHOUI FONG TEA

 

ที่อยู่ : เลขที่ 97 หมู่ 8 ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

โทรศัพท์ : 0 5377 1563

  1. ไร่แสนคำรัก

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวไร่สวย ๆ ที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิด “ไร่แสนคำรัก” เป็นอีกหนึ่งคำตอบที่หลายคนตามหาแน่นอน คุณวิมนต์ แสนคำรัก เจ้าของไร่ พกเอาความฝันมาสร้างสรรค์ไร่ให้เป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวอีกหนึ่งที่ในอำเภอเทิง ภายในไร่โดดเด่นด้วยทุ่งทานตะวันขนาดใหญ่ พร้อมทุ่งดอกไม้อื่น ๆ อีกมากมายที่จัดวางอย่างสวยงาม แถมยังเพิ่มไอเดียเก๋ให้เป็นจัดสถานรูปสวย ๆ ได้อีกด้วย

ส่วนทุ่งดอกไม้ที่พลาดไม่ได้ของไร่แสนคำรัก ได้แก่ ทานตะวัน, ปอเทือง, ดอกเข็ม รวมทั้งมีผัก-ผลไม้ปลอดสารพิษจำหน่าย อาทิ มะเขือเทศ สตอรว์เบอร์รี เคปกูสเบอร์รี แถมที่นี่ยังไยินดีเป็นส่วนหนึ่งของของสะพานความสุขให้กับทุก ๆ คน ด้วยการรับจัดงานเลี้ยง สังสรรค์ และกาแฟหอมกรุ่นในแบบฉบับของไร่แสนคำรัก อีกด้วยหากใครที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดก่อนเดินทางได้ที่โทรศัพท์ 0 5369 6669, 08 8251 9417 พร้อมอัพเดทข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ไร่แสนคำรัก  ฉันรักเธอ

ที่อยู่ : บ้านสันต้นเปา ตำบลหงาว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ไร่แสนคำรัก  ฉันรักเธอ, เฟซบุ๊ก ไร่แสนคำรัก ประตูสู่ภูชี้ฟ้า

          เห็นวิวสวย ๆ แถมบรรยากาศแต่ละไร่ที่โดดเด่นขนาดนี้แล้ว อย่ารอช้าเก็บกระเป๋าแล้วเดินทางไปแอ่วเมืองเหนือ ชมวิวสวย ๆ พร้อมกันเลยดีกว่าค่ะ

ข้อมูลและภาพประกอบ : travel.kapook.com

เที่ยวประเทศจีน กับ 10 สถานที่สุดฮิตที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด !

1425450598

ประเทศที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นแผ่นดินใหญ่อย่างประเทศจีน คงเป็นเป้าหมายที่ใครหลายคนอยากไปเยือนไม่น้อย ด้วยวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ผสมผสานกับประเพณี และขนบธรรมเนียมที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศจีนอย่างล้นหลาม และนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนประเทศจีนทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 10 สถานที่ต่อไปนี้ในประเทศจีน เป็นดั่งไฮไลท์ของเมืองจีนที่คุณไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด การันตีด้วยการจัดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตในจีนของเว็บไซต์ Touropia เลยจ้า

  1. ปักกิ่ง (Beijing)

ปักกิ่งเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวเมื่อเดินทางไปถึงประเทศจีน เพราะเป็นเมืองหลวงปัจจุบัน ซึ่งแม้จะตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศ แต่ด้วยความที่เป็นจุดศูนย์รวมของประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของจีนกว่า 3,000 ปี จึงทำให้มีสถานที่ท่องเที่ยวในเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอยู่มากมาย ทั้งพระราชวังยุคเก่า พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ อีกทั้งปักกิ่งยังเป็นสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี ค.ศ. 1989 อีกด้วย เมืองแห่งนี้เลยเหมือนเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังคงกรุ่นกลิ่นอายของยุคอดีตไว้อย่างสมบูรณ์เลยทีเดียว

  1. เกาะฮ่องกง (Hong Kong)

เกาะฮ่องกงเป็นดินแดนทางทิศใต้ของประเทศจีน มีลักษณะเป็นเกาะ บนเกาะฮ่องกงมีความทันสมัย แสงสี และสถานที่ท่องเที่ยวในแบบวัฒนธรรมจีน ผสมผสานกับวัฒนธรรมและอิทธิพลจากประเทศอังกฤษในแบบโคโรเนียลอย่างลงตัว นอกจากนี้ บนเกาะฮ่องกงยังเต็มไปด้วยแหล่งช้อปปิ้ง ตึกระฟ้าแสนไฮเทคมากมาย รวมทั้งพื้นที่สีเขียว และทะเลก็มีให้คุณสัมผัสทุกรูปแบบเลยล่ะค่ะ

  1. กำแพงเมืองจีน (Great Wall of China)

กำแพงที่สร้างมาจากอิฐ ด้วยแรงงานของคนจีนยุคเก่าก่อน เพื่อใช้ป้องกันการบุกรุกจากดินแดนทางทิศเหนือ เมื่อประมาณ 2,000 ที่แล้ว กลายมาเป็นกำแพงเมืองที่มีขนาดยาวที่สุดในโลก โดยมีความยาววัดได้เป็นระยะทางประมาณ 8,800 กิโลเมตร และแม้ว่าโครงสร้างจะเกิดการชำรุดไปบ้าง แต่กำแพงเมืองจีนก็ยังคงตั้งตระหง่าน และเป็นจุดมุ่งหมายอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวอยู่เสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง

  1. เซี่ยงไฮ้ (Shanghai)

เซี่ยงไฮ้ ตั้งอยู่บนทะเลตะวันออกจีน และปากแม่น้ำแยงซี เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด และเมืองที่มีการพัฒนามากที่สุดในประเทศจีน ที่นี่มีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกของชาวจีน และความทันสมัยในแบบตะวันตก ด้วยตึกสูงระฟ้ากับโครงสร้างทันสมัย แสง สี เสียง ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองทางการค้าและธุรกิจท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

 

  1. ซีอาน (Xi’an)

ซีอานเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน อีกทั้งยังเป็นเมืองที่เก่าแก่ 1 ใน 4 ของประเทศจีนอีกด้วย จึงไม่แปลกที่จะมีสถานที่ท่องเที่ยวในเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าเรียนรู้ และน่าสนใจรอให้คุณเที่ยวชมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหอระฆังกลางเมืองซีอาน หรือรูปปั้นดินเผาของกองทัพทหาร และสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งเพิ่งถูกค้นพบและถูกจัดให้เป็นสิ่งน่ามหัศจรรย์เทียบเท่ากำแพงเมืองจีนเมื่อไม่นานมานี้อีกด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะในยุคสมัยก่อนจนมาถึงปัจจุบัน เมืองซีอานก็ยังถือว่าเป็นศูนย์กลางการค้า และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีนด้วยค่ะ

  1. ลาซา (Lhasa)

เมืองลาซาเป็นเมืองหลวงของเขตการปกครองตนเองทิเบตแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบสูงกว่า 3,500 เมตร หรือประมาณ 11,500 ฟุต จึงถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่อยู่สูงที่สุดในโลก ในเมืองประกอบไปด้วยหลากหลายวัฒนธรรมที่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังโปตาลา หรือวัดโจคัง

  1. เมืองหยางโสว้ (Yangshuo)

เมืองหยางโสว้เป็นแม่เหล็กสำหรับนักท่องเที่ยวประเภทแบ็คแพ็ก เพราะราคาถูก และมีบรรยากาศสถานที่ที่ผ่อนคลาย แถมปัจจุบันนี้การเดินทางไปยังหยางโสว้ก็สะดวกมากขึ้น คุณสามารถเพลิดเพลินกับทัศนียภาพที่สวยงามและภูเขาหินปูนอย่างชิล ๆ ได้เลย นอกจากนี้ ยังสามารถเดินทางไปเมืองกุ้ยหลินผ่านแม่น้ำหลี่ได้ง่าย ๆ ด้วยจ้า

  1. เมืองหางโจว (Hangzhou)

อีกเมืองที่ขึ้นชื่อของจีน ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านทัศนียภาพตามธรรมชาติที่สวยงามจับตา จนศิลปินระดับโลกอย่างมาร์โคโปโล ต้องบรรยายความงดงามของทะเลสาบซีหู (Xihu) ว่าเมืองที่สวยที่สุดและงดงามที่สุดในโลก ทะเลสาบตะวันตกที่กว้างขวางแห่งนี้ เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีสะพานข้ามแม่น้ำเป็นจุดเชื่อมต่อแผ่นดินซึ่งกันและกัน ทัศนียภาพโดยรอบเรียงรายไปด้วยตึกโบราณ และสวนได้รับการออกแบบให้เหมาะสำหรับการพักผ่อน นอกจากนี้ ภายในเมืองยังมีระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัย และรูปแบบการดำเนินชีวิตของประชาชนในเมืองนี้ ยังคล้ายคลึงกับบ้านเรามาก ๆ ด้วยนะคะ

  1. หุบเขาจิ่วจ้ายโกว (Jiuzhaigou)

หุบเขาจิ่วจ้ายโกวเป็นพื้นที่เขตอนุรักษ์ธรรมชาติทางตอนเหนือของมลฑลเสฉวน มีจุดเด่นอยู่ที่น้ำตกหลายระดับชั้น และทะเลสาบสวยงามที่มีน้ำสีฟ้าใสคล้ายคริสตัล ใสชนิดที่เรียกได้ว่าเห็นตัวปลาและหินด้านล่างได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ ทั้งนี้ หุบเขาจิ่วจ้ายโกวยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหมีแพนด้ายักษ์ด้วยจ้า

  1. คุณหมิง (Kunming)

คุณหมิงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นเมืองท่าทางเศรษฐกิจ เมืองแห่งการคมนาคม การอุตสาหกรรม และเมืองที่รวบรวมประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจีนเอาไว้ คุณหมิงมีเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อไปยังหัวเมืองสำคัญของจีน และกำลังก่อสร้างเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อกับประเทศเวียดนาม ประเทศไทย และลาว และด้วยสภาพอากาศที่อบอุ่นตลอดทั้งปี จึงถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิ ทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมเยือนคุณหมิงตลอดทั้งปีเลยค่ะ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจก็มีทั้งป่าหินซีซาน, ทะเลสาบเตียนฉือ, วัดทอง และวัดหยวนทง ฯลฯ เป็นการผสมผสานการท่องเที่ยวแบบวัฒนธรรมกับความทันสมัยได้อย่างกลมกล่อมน่าสนใจมาก ๆ จ้า

ที่มา : travel.kapook.com

เที่ยวเกาหลี 10 อันดับเมืองสุดฮิต ของเกาหลีใต้

nam-dae-mun-seoul-south-korea-south-korea+12898910302-tpfil02aw-22390

เที่ยวเกาหลี อันดับ 1 – กรุงโซล

เมืองเศรษฐกิจหลักและเมืองหลวงของประเทศ กรุงโซล เป็นอย่างหลอมรวมของวัฒนธรรมยุคสมัยเก่าเช่นวัดโบราณ และสมัยใหม่อย่างตึกสูง โรงแรม เขตเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เพราะแบบนี้คุณจะเห็นตึกสูงรวมทั้งวัดต่างๆรวมอยู่ในชุมชนเดียวกัน หากคุณมาเที่ยวเกาหลีก็ลองแวะไปเที่ยวชมวัดเหล่านี้ เปลี่ยนบรรยากาศความเป็นเขตเมืองดูบ้างก็ดีไม่น้อยเลยหละ (อยากไปเที่ยวกรุงโซลด้วยตัวเอง ไปดูรายละเอียดแนะนำได้ที่ เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง

ตึก N Seoul Tower ที่อยู่บนภูเขาของกรุงโซลนั้นเดินทางไปไม่ยาก และ เป็นสถานที่ที่ห้ามพลาดเป็นอันขาด เพราะเป็นจุดชมวิวสำคัญมองเห็นได้รอบเมืองแถมเลยออกไปยังจังหวัดอื่นด้วยซ้ำ | Changdeokgung ปราสาทที่สวยงามสุดๆตามแบบของเกาหลี ที่ได้รับอิทธิพลสถาปัติแบบจีน นอกจากนั้นที่กรุงโซลนี้ยังมีสถานที่ต่างๆอีกมากมายให้ได้ไปเที่ยวกัน หากมาเที่ยวกันเองลองหาร้านอาหารข้างทางอร่อยกิน , เที่ยวห้างหรู หรือ แม้แต่ไปเที่ยวผับดู จะรู้ว่าเมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้นั้นแจ่มกว่าที่เห็นในทีวีเป็นไหนๆ

เที่ยวเกาหลี อันดับ 2 – เกาะเจจู

เกาะเจจูนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่กำลังเป็นที่นิยมทั้งในหมู่คนเกาหลีและชาวต่างชาติ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีสถานที่เที่ยวแจ่มๆหลายที่ด้วยกัน อาทิเช่น Loveland ที่มีรูปปั้นแนว 18+ ไว้สำหรับเป็นการให้ความรู้แนวผู้ใหญ่ๆ

นอกจากนั้นเกาะเจจูเนี่ยยังมีสถานที่เหมาะๆสำหรับคู่รักอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น นั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นลงสุดโรแมนติก ริมชายหาดแสนสวย ไม่เพียงเท่านี้ที่เกาะเจจูยังมีภูเขา Halla ที่เป็นจุดที่สูงที่สุดของประเทศเกาหลี ที่นักท่องเที่ยวสามารถไต่เขาขึ้นไปชมความงดงามของทะเลสาป Baeknok ได้ด้วย

ที่เกาะเจจูนี้คุณยังจะได้สัมผัสกับชีวิตการล่าสัตว์น้ำของนักดำน้ำหญิง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่แปลกเพราะธรรมดาต้องเป็นผู้ชายที่เป็นคนหาปลาแต่นี่เป็นเพศหญิงแทน อีกอย่างที่แปลกจนคนพูดถึงอยู่บ่อยๆก็คือรูปปั้นประหลาด คล้ายๆครึ่งเห็นครึ่งคนแก่ ที่กระจายอยู่รอบๆเกาะเจจูแห่งนี้

เที่ยวเกาหลี อันดับ 3 – เมืองบูซาน

บูซานเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองบูซาน มักจะเยี่ยมชมวัด Beomeosa ที่ตั้งอยู่ในป่าล้อมรอบด้วยหุบเขา ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นที่นิยมมากและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมากในทุกๆปี นอกจากนั้นเมืองบูซานยังขึ้นชื่อมากในกิจกรรมการปีนเขา แถมในเรื่องของการช็อปปิ้ง สถานบันเทิงต่างๆยังไม่มีแพ้กรุงโซลเลยด้วย

หากคุณเหน็ดเหนื่อยจากการเยี่ยมชมวัด Beomeosa คุณสามารถหลบไปพักผ่อนหย่อนใจได้ที่เกาะ Dongbaek ที่เป็นพื้นที่ ที่ยื่นออกไปในทะเล มีชายหาดและที่พักผ่อนให้คุณหลบจากความวุ่นวายของตัวเมืองได้ นอกจากนั้นที่เมืองบูซานยังมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งให้เข้าชมได้อีกด้วย

เที่ยวเกาหลี อันดับ 4 อินช็อน

เมืองอินช็อนเป็นอีกเมืองที่กำลังก้าวกระโดดในทุกๆด้านทั้งในด้าน ศิลปะ วัฒนธรรม และด้านเศรษฐกิจ เห็นได้จากตึกสูงขึ้นกันเยอะมากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา และที่สำคัญในปี 2014 เมือง Incheon ยังจะกลายเป็นเมืองศูนย์กลางเจ้าภาพ Asian Game 2014 ซึ่งจะดูดหลายได้มหาศาลเข้าประเทศอีกด้วย

นอกจากนั้นเมือง Incheon ยังมีแหล่งช็อปปิ้งเก๋ๆ ให้เลือกเดินเลือกช็อปกันที่เขต Bupyeong ซึ่งไม่ไกลนักจะมี China Town ซึ่งเป็น China Town ที่เดียวของประเทศเกาหลีด้วย หากคุณไปเที่ยวเกาหลี คุณสามารถใช้เวลาเกือบทั้งวันให้หมดไปกับการเลือกเดินเลือกซื้อของจากที่นี่เลยแหละ และถ้าเหน็ดเหนื่อยจากการเที่ยวการช็อป คุณสามารถนั่งเรือเฟอรี่ไปที่เกาะใกล้ๆกับเมือง เพื่อชมทะเลสาปเมือง Incheon ได้ด้วย

เที่ยวเกาหลี อันดับ 5 – โซกวิโพ

เมืองโซกวิโพ (Seogwipo) อยู่ทางตอนใต้ของเกาะเจจู มีโรงแบบเก๋ๆ, ผาหินสวยๆ, ชายหาดยอดฮิต รวมไปถึงน้ำตกสุดตระการตา เมืองชายหาดแห่งนี้มีกิจกรรมทางทะเลให้ทำมากมาย เช่น ดำน้ำ, ทัวร์เรือดำน้ำ แถมยังมีร้านอาหารหลายแห่งที่มีพ่อครัวที่มีฝีมือเป็นเลิศในการทำอาหารทะเล และ อาหารพื้นเมืองแสนอร่อย นอกจากนั้นหากเข้าไปในตัวเมืองยังมี วัด พิพิธภัณฑ์ สวนสนุก รวมทั้ง สวนพฤกษชาติให้เข้าชมอีกด้วย หากอยากไปดูสนามฟุตบอลที่เคยใช้แข่งขันฟุตบอลโลกก็สามารถเข้าชมได้เช่นกัน

เมือง Yeosu แต่ก่อนนั้นไม่ค่อยมีผู้คนสนใจที่จะมาเที่ยวที่นี่มากนัก แต่หลังจากที่ได้ถูกเลือกให้เป็นเมืองเจ้าภาพของงาน World Expo 2013 เมือง Yeosu ก็ได้กลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวและทัวร์ต่างๆมากมายที่จะมาลงที่นี่ เมือง Yeosu ซึ่งเป็นเมืองชายหาด ซึ่งยังมีความสวยงามตามแบบฉบับชนบทของเกาหลีอยู่ ถึงแม้ว่าความเจริญจะรุกคืบเข้ามาทำลายความเป็นธรรมชาติไปมากกว่าแต่ก่อนก็ตาม

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของ Yeosu ก็มี เรือเต่าที่เคยใช้ทำศึกชนะทัพเรือญี่ปุ่นมาแล้ว (ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างมากของคนเกาหลี), หาดทรายดำที่เป็นผลมาจากปล่องภูเขาไฟ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเป็นอย่างมาก, ตลาดอาหารทะเลสดยังเป็นที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้อีกด้วย

อันดับ 7 – Gangneung

ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ Gangneung นั้นสวยกว่าที่อื่นเป็นไหนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ Jeongdongjin ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเพราะว่ามีจุดที่พระอาทิตย์ขึ้นลง ที่สวยที่สุดในประเทศเกาหลีเลยก็ว่าได้ ตั้งอยู่ห่างไม่ไกลนัก ประมาณ 18 กิโลเมตรจากทางอตอนตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง Gangneung

นอกจากนี้ตัวเมือง Gangneung เองยังมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย หาดทรายและพิพิธภัณฑ์ของที่นี่รับรองว่าไม่แพ้ที่ไหนๆในเกาหลีใต้แน่นอน สวน Tongil มีเรือรบและเรือดำน้ำที่ทำให้เด็กๆที่มาท่องเที่ยวได้ร้องว้าวอย่างแน่นอน ส่วนคุณผู้ใหญ่ที่ชอบศิลปะและสถาปัตยกรรม Hallas Art World เป็นจุดที่มีศิลปะและสถานปัตร่วมสมัยที่ขึ้นชื่อระดับโลกให้ไปเยี่ยมชมอีกด้วย

อันดับ 8 – จอนจู

จอนจูเป็นเมืองที่เป็นสวรรค์ของนักชิมตัวยง เมืองแห่งนี้โด่งดังมาจากร้านอาหารต่างๆในเมือง จน UNESCO ประกาศให้เมืองจอนจูได้รับรางวัลเมืองที่มีความสร้างสรรค์ในศาสตร์การทำอาหาร การได้มาเยือนเมืองจอนจูแห่งนี้ หากอยากสัมผัสรสชาติของเมืองเต็มๆ ก็ไม่มีอะไรมากนอก กิน กิน กิน . . . อาหารที่ขึ้นชื่อของเมืองจอนจูมีมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ที่นิยมก็คือ Bibimbap และ Kongnamul gukbap เมื่ออิ่มแล้วคุณอาจจะปีนขึ้นเขาไปดูสถาปัตโปราณสวยๆที่ทางเกาะจอนจูรักษาไว้เป็นอย่างดี คือ Omokdae และ Imokdae หรือจะเข้าชมสนามแข่งขันฟุตบอลโลกก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว

นอกจากนี้ในปลายเดือนเมษาทุกๆปี ยังมีเทศกาลภาพยนต์ Jeonju International Film Festival เป็นเวลา 1 สัปดาห์ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ราว 50,000 คนต่อปีเลยทีเดียว

เที่ยวเกาหลี อันดับ 9 – เมือง Changwon

Changwon เป็นสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและผู้ที่ชอบชมนกนานาพันธุ์ จนเมื่อเร็วๆนี้ประกาศให้มีเทศกาลชมนก 3 วัน ประจำปีอีกด้วย ซึ่งนกจากทั่วโลกจะอพยพผ่านมาทางนี้ทุกๆปี ซึ่งสวน Junam Wetlands เป็นสถานที่ที่เหมาะมากกับการชมนก หลายพัน สายพันธุ์บินไปมาจนคุณอาจจะตาลายได้เลยแหละ

นอกจากนั้นใกล้ๆกับเมือง Changwon ยังมีโชว์ Musical Fountain ที่ Yongji Lake ซึ่งน่าไปเยี่ยมชมพอๆกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Gyeongnam

เมือง Changwon มีบ่อน้ำพุร้อนที่มีความร้อนมาจากภูเขาไฟ ตั้งอยู่หลายจุดรอบเมือง ซึ่งหากคุณอยากพักผ่อนด้วยการแช่น้ำอุ่นสบายๆ คุณสามารถหาบ่อน้ำพุร้อนได้ตามโรงแรมและสปารอบๆตัวเมือง Changwon

อันดับ 10 – เมือง Jeongseon

เมืองหุบเขาที่มีกลิ่นอายของบรรยากาศสมัยก่อน Jeonseon ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขา ตั้งอยู่ที่เขตกางวอน | ที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือตลาด 5 วัน ที่นี่มีสมุนไพรธรรมชาติ นานาชนิด ที่หาได้เฉพาะในประเทศเกาหลีขายให้นักท่องเที่ยวและคนเกาหลีเอง

ด้วยความเป็นอยู่แบบสมัยก่อน จึงทำให้คนที่เมือง Jeongseon แห่งนี้มีน้ำอกน้ำใจดี และเป็นมิตรอย่างมากกับนักท่องเที่ยว และถ้าหากอยากได้บรรยากาและความทรงจำดีๆจากที่นี่ คุณต้องมานั่งเสื่อจิบไวร์เกาหลี (มอกโกลี) กินบะหมี่ โกโดงชิกิ รับรองว่าคุณจะไม่ลืมเมืองนี้เลย ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองแนะนำเป็นอย่างยิ่งถ้าคุณมาเที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง ตามสไลต์แบคแพคเกอร์

10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่ต้องไปเยือน

20140113_3_1389602623_878384

อยู่เมืองไทยในช่วงนี้มันรู้สึกร้อนแสนร้อน หลายคนคงกำลังวางแผนที่จะเดินทางไปเที่ยวหลบร้อนกันหลายประเทศ ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกนั้นต้องเป็นดินแดนอาทิตย์อุทัย ต้นกำเนิดดอกซากุระอย่าง “ประเทศญี่ปุ่น” แน่นอน เพราะด้วยอากาศที่เย็นสบาย รวมทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างจากบ้านเรา ทำให้ญี่ปุ่นเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่หลายคนคิดอยากจะเดินทางไปเยือน วันนี้กระปุกท่องเที่ยวเลยมาแนะนำ 10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เรียกว่าถ้าไปแล้วไม่ได้เที่ยวถือว่าไม่ถึงจ้า ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวจะมีอะไรบ้างนั้น ตามเราเลยจ้า

  1. พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล แต่เดิมมีชื่อว่า พระราชวังเอะโดะ อีกหนึ่งสถานท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่เมืองโตเกียว เพราะเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่น เดิมที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชื่อ เอะโดะ ที่ถูกตั้งเป็นฐานที่มั่น รวมทั้งถูกตั้งเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลทหาร ต่อมาได้ขยายเมืองให้ใหญ่ขึ้น จนมีประชากรและพื้นที่เมืองขนาดใหญ่มากขึ้น หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิ การล้มล้างการปกครองแบบโชกุนลง จักรพรรดิเมจิจึงย้ายเมืองหลวงมาที่เอะโดะ และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นโตเกียวในปัจจุบัน ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและวัฒนธรรมของประเทศ และถูกเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังในเวลาต่อมา มีชื่อเรียกว่า พระราชวังอิมพิเรียล ในปัจจุบัน

ซึ่งภายในล้อมรอบด้วยคูเมือง ประตูทางเข้าที่งดงาม และป้อมปราการเก่าแก่ตั้งอยู่ห่างกันเป็นช่วง ๆ ทางเข้าหลักอยู่ใกล้กับนิจูบะชิ สะพานสองชั้น และจะเปิดให้คนภายนอกเข้าชมตามวาระพิเศษต่าง ๆ สวนตะวันออกฮิงะชิ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหอคอยใหญ่ ภายในสวนงดงามไปด้วยดอกไม้หลากหลายพันธุ์ และจะผลิบานตามแต่ฤดูกาล เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการสถานที่พักผ่อนในอุดมคติ

  1. โตเกียว ทาวเวอร์

โตเกียว ทาวเวอร์ หอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ กรุงโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเพราะใน 1 ปี มีผู้ร่วมเข้าชมถึง 2 ล้าน 5 คน อีกทั้งยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลก เป็นที่ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากหอคอยสูงในปารีส สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมโบราณแบบญี่ปุ่น ทั้งนี้ โตเกียว ทาวเวอร์ จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. โดยไม่มีวันหยุด ใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่มาเยือนที่นี่ถือว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่นเลย

  1. หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ

ชิราคาวาโกะ (Shirakawako) หมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ในประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นหมู่บ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น หลังคามุงด้วยฟางข้าว สร้างขึ้นด้วยมือที่เรียกว่า การสร้างบ้านแบบ กัตโชทสึคุริ (Gassho-zukuri) เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี คำว่า “กัสโช” หมายความว่า พนมมือ ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงลักษณะรูปแบบของบ้านที่มีหลังคามุงด้วยฟางข้าวชันถึง 60 องศา คล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน มุงแบบลาดลงคล้ายหน้าจั่ว เพื่อให้ทนทานต่อหิมะและลมในฤดูหนาว ตัวบ้านมีความยาวประมาณ 18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู ซึ่งบางแห่งสามารถเข้าพักค้างคืนได้ แถมยังเป็นกิจการที่เปิดภายในครัวเรือนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการใช้ชีวิตแบบดั่งเดิมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

  1. ภูเขาฟูจิ

ภูเขาฟูจิ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นและอาจกล่าวได้ว่าเป็นภูเขาที่สวยที่สุดในโลก มีความสูงถึง 3,776 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ และสามารถมองเห็นได้จากโตเกียวและโยโกฮาม่าในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง วิธีที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิที่ง่ายที่สุด คือ นั่งชมจากรถไฟสายโทไกโดที่วิ่งระหว่างเมืองโตเกียวและโอซาก้า ถ้าคุณนั่งชินกันเซ็นจากโตเกียวที่มุ่งหน้าไปยังนาโงย่า เกียวโต และโอซาก้า ช่วงที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ ช่วงสถานีชิน-ฟูจิ หรือประมาณ 40-45 นาที หลังจากออกจากโตเกียว ซึ่งจะมองเห็นได้ทางด้านขวามือของรถไฟ แต่สำหรับผู้ที่อยากชมภูเขาฟูจิอย่างเต็มอิ่ม และแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามขอเชิญที่ ทะเลสาบทั้งห้า (Fuji Five Lake or Fujigoko) หรือที่ ฮะโกะเนะ ซึ่งเป็นรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนและเป็นหนึ่งใน อุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu

นอกจากนี้ รอบ ๆ ภูเขาฟูจิเต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม และเป็น อุทยานแห่งชาติฟูจิฮะโกะเนะอิซุ มีทะเลสาบ 5 แห่ง ได้แก่ ยะมะนะกะโกะ คะวะงุจิโกะ โมโตสุโกะ โชจิโกะ ไซโกะ และมีออนเซนหลายแห่ง ได้แก่ ยะมะนะกะโกะ คะวะงุจิโกะ โอชิโนะโกะ ฯลฯ นับได้ว่า ภูเขาฟูจิ มีอิทธิพลต่อศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีชื่อภูเขาปรากฏอยู่ในบทกลอนญี่ปุ่นหรือภาพพิมพ์ญี่ปุ่น และทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัท ชื่อสินค้า และอื่น ๆ อีกมากมาย ล้วนตั้งชื่อว่า ฟูจิ เรียกว่าภูเขาฟูจินี้เป็นหัวใจของญี่ปุ่นก็ว่าได้

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ภูเขาฟูจิเปิดอย่างเป็นทางการให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปปีน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ yokosojapan.org

  1. ช้อปปิ้งย่านสุดฮิตที่ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ โอไดบะ

เมื่อมาเที่ยวที่ญี่ปุ่น อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ การช้อปปิ้ง ซึ่งที่ญี่ปุ่นก็มีแหล่งช้อปที่หลายหลาย แต่ที่ไม่ควรพลาดเลย คือ ย่านชินจุกุ (Shinjuku) แหล่งท่องเที่ยวทันสมัยฝั่งตะวันตกของโตเกียว นับเป็นแหล่งช้อปปิ้งและสถานบันเทิงยามค่ำคืนยอดนิยมที่มีชื่อเสียง โดยยามกลางวันสามารถแวะชมสวนสาธารณะชินจุกุเกียวเอ็นที่เงียบสงบ, ย่านชิบุยะ (Shibuya) เป็นศูนย์กลางแฟชั่นและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของวัยรุ่น ใกล้กับ ศาลเจ้าเมจิ ที่เงียบสงบ ติดต่อกันเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมและสวรรค์ของคนรุ่นใหม่ คือ ย่านฮาราจูกุ และ ย่านโอไดบะ ที่สร้างขึ้นจากการถมทะเลในอ่าวโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ เพราะที่นี่มีทั้งแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ ชิงช้าสวรรค์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่เป็นสัญลักษณ์ของเรนโบว์ ทาวน์ ที่เหล่าคู่รักวัยรุ่นนิยมขึ้นชิงช้าชมวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่สวยงาม

  1. โอซาก้า

เมืองโอซาก้า (Osaka) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของญี่ปุ่น และเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำหรับญี่ปุ่นตะวันตก ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำโยโดะ มีคลองที่เชื่อมโยงกันไปมาภายใต้ถนนหลายเส้น ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่เมือง และในฐานะที่เป็นเมืองดั้งเดิมจึงมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นต้นแบบของ ละครหุ่นกระบอกบุนระคุ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังไม่ควรพลาดชม อ่าวโอซาก้า ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางความทันสมัยที่สุด และสวนสนุก Universal Studios Japan

แต่ที่พลาดไม่ได้อย่างยิ่ง คือ ปราสาทโอซาก้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี 1586 โดย โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ปัจจุบันเป็นป้อมปราการสูงห้าชั้น จำลองแบบจากของเดิม เก็บรักษาศิลปวัตถุโบราณหลายชิ้น ทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับตระกูลโทโยโทมิและโอซาก้าในอดีต สำหรับแหล่งบันเทิงและย่านช้อปปิ้งที่จะต้องแวะ คือ ย่านอุเมะดะ และ ย่านนัมบะ ที่มีสถานีรถไฟและศูนย์การค้าใต้ดินที่ทันสมัยอยู่จำนวนมาก สำหรับนักจับจ่ายซื้อของและนักชิมอาหาร “คุอุดะโอะเระ” ถนนนักชิมที่มีชื่อเสียงสมคำเล่าลือ ที่ว่าโอซาก้าเป็นเมืองสำหรับนักชิมอย่างแท้จริง อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ เช่น ยากินิกุ, ซูชิ และทาโกะยากิ

  1. ปราสาทฮิเมะจิ

ปราสาทฮิเมะจิ (Himeji Castle) ตั้งอยู่เมืองฮิเมะจิ เป็นปราสาทที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พร้อมทั้งได้มีการปิดเพื่อทำการปฏิสังขรณ์เป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2009-2014 แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในและชมกระบวนการซ่อมแซมได้อย่างใกล้ชิด

ปราสาทฮิเมะจิ เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ ที่เหลือสุดรอดมาจากยุคสงคราม และได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เพราะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ สถาปัตยกรรม และยุทโธปกรณ์ครบตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น ทั้งฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่าง ๆ ในบริเวณปราสาท ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น

อีกทั้งรอบ ๆ ปราสาทยังมีเครื่องป้องกันอีกมากมาย เช่น ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท และลักษณะที่เด่นชัดของปราสาทนี้ คือ ทางเดินสู่อาคารหลักซึ่งสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ทั้งประตูและกำแพงในปราสาทได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงได้โดยง่าย โดยทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ อาคารหลัก และระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย และจนทุกวันนี้ปราสาทฮิเมะจิก็ยังไม่เคยถูกโจมตีเลย ระบบการป้องกันต่าง ๆ จึงยังไม่เคยถูกใช้งาน

  1. วัดโทไดจิ

วัดโทไดจิ (Todaiji Temple) วัดพุทธที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดของเมืองนารา ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับศาลเจ้าและสถานที่สำคัญของเมืองนาราอีก 7 แห่ง ภายในวัดมี หอไดบุทสึ (Daibutsuden) หรือวิหารไม้ที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุทสึหล่อสำริดขนาดใหญ่ สูง 14.98 เมตร น้ำหนักราว 500 ตัน หล่อโดยช่างสมัยเท็มเปียว (729-764)

  1. ฮอกไกโด

ฮอกไกโด (Hokkaido) เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ถือเป็นสวรรค์ของธรรมชาติ สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี มีธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลาย ทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว มีหิมะที่ขาวละเอียดดุจแป้งฝุ่นและสกีรีสอร์ท ที่ดึงดูดนักเล่นสกีจากทั่วโลก ขณะที่ในฤดูใบไม้ผลิ ซากุระจะบานช้ากว่าภูมิภาคอื่นในญี่ปุ่น สามารถชมซากุระได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนฤดูร้อนอากาศจะไม่ร้อนเหมือนส่วนอื่น ๆ เพราะมีทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และในฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะเปลี่ยนสีก่อนที่อื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงตุลาคม

โดยมี เมืองซัปโปโร (Sapporo) เป็นเมืองหลวงของฮอกไกโด ซึ่งในซัปโปโรมี สวนสาธารณะโอโดริ ซึ่งเป็นที่จัดแสดงงานเทศกาลหิมะที่มีชื่อเสียง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาชมงานในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากนี้ ยังมีหอนาฬิกาอันเก่าแก่ และที่ว่าการเมืองฮอกไกโด อีกทั้งย่านร้านค้าซุซุกิโนะ ซึ่งเป็นศูนย์การค้า และแหล่งจับจ่ายซื้อของที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้

เมืองฮะโกะดะเตะ (Hakodate) เป็นเมืองท่าชายทะเลที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของฮอกไกโด ในยามเช้าสามารถเที่ยวตลาดสดขายอาหารทะเลสด ๆ ที่มีให้ชิม ยามสายเที่ยวชมโบสถ์ และป้อมปราการโบราณในเมือง ยามเย็นนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปบนเขาฮะโกะดะเตะ ชมทิวทัศน์ยามราตรีที่สวยงามได้รอบทิศ ด้านเมืองอะซะฮิกะวะ (Asahikawa) ตั้งอยู่ใจกลางเกาะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยรถไฟด่วนจากเมืองซัปโปโร และจากเมืองอะซะฮิกะวะไปทางตะวันออกจะมี อุทยานแห่งชาติไดเซะทสุซัง ซึ่งมี บ่อน้ำแร่โซอุนเกียว ให้เพลิดเพลินในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

นอกจากนี้ ฮอกไกโดยังมีธรรมชาติอันสวยงามที่เป็นชายฝั่งทะเลใกล้ เมืองอะบะชิริ (Abashiri) มีธารน้ำแข็งให้ชมในฤดูหนาว และ คาบสมุทรชิเระโตะโกะ (Shiretoko) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติด้วย อีกทั้งทะเลสาบอะคัง ทะเลสาบมาชูและ ทะเลสาบคุชิโระ และทางตะวันตกของฮอกไกโดมี เมืองโอะตะรุ (Otaru) เป็นเมืองท่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองค้าขาย ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 รอบ ๆ เมืองจะมีคลองโอะตะรุ เป็นโบราณสถาน แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยบุกเบิก มีถนนร้านซูชิที่สดที่สุดในโลกให้ลองลิ้มชิมรส

  1. ชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

เมืองฟุระโนะ ตั้งอยู่ใจกลางฮอกไกโดพอดี เป็นที่รู้จักกันในนามทุ่งดอกไม้ที่มีภูเขาล้อมรอบไว้ ทำให้ที่นี่มีความแตกต่างของอากาศในช่วงฤดูหนาวกับฤดูร้อนราว 30 องศา และที่สำคัญที่นี่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวทั้งในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ในหน้าร้อนจะมีสวนดอกไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะที่ ฟาร์มโทมิตะ ซึ่งมีการปลูกลาเวนเดอร์ที่ทั้งสวยงามและกว้างใหญ่ไพศาล รวมทั้งดอกไม้อื่น ๆ โดยที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวมากในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนกระทั่งกลางเดือนกันยายน ส่วนในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหิมะหนามาก ทำให้กลายเป็นลานสกีที่มีชื่อเสียง และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับลานสกีในช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี

เรียกได้ว่า 10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เรานำมาฝากนี้ จะเป็นทางเลือกที่ดีในการวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น เพื่อที่เราจะได้ไม่พลาดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญสักที่เลยจ้า

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ราชมงคลพระนครสุดเจ๋ง ติดอันดับ 1 มหาวิทยาลัยราชมงคล

ป้ายหน้า-มหาวิทยาลัย

จากการประกาศผลการจัดอันดับแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลัยทั่วโลกของเว็บโบเมตริกส์ ประเทศสเปน พบว่าความโดดเด่นในทางด้านวิชาการ ม.มหิดลครองอันดับ 1 ในขณะที่จุฬาฯ คว้าอันดับ 2 ด้านสวนสุนันทาเป็นอันดับ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในขณะที่ ราชมงคลพระนคร อันดับ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยรังสิตอันดับ 1 กลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน

นอกจากนี้ยังมีการจัดอันดับคุณภาพวิชาการของมหาวิทยาลัยทั่วโลกจำนวน 23,895 แห่ง ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกคือมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด รองลงมาอันดับ 2 แสตนฟอร์ด อันดับ 3 แคลิฟอร์เนียร์ เบิร์กเลย์ โดยพบว่า 11 อันดับแรก เป็นมหาวิทยาลัยจากสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ส่วนอันดับ 1 ของเอเชีย ได้แก่ มหาวิทยาลัยโตเกียว อยู่ในอันดับ 40 ของโลก อันดับ 2 มหาวิทยาลัยปักกิ่ง อยู่ในอันดับ 46 ของโลก และอันดับ 3 มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน อยู่ในอันดับ 50 ของโลก

สำหรับประเทศไทย อันดับ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ในอับดับ 37 ของเอเชีย อยู่ในอันดับ 302 ของโลก อันดับ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ในอันดับ 42 ของเอเชีย และอยู่ในอันดับ 331 ของโลก ทั้งนี้ 10 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยของไทยประกอบด้วย

1. มหาวิทยาลัยมหิดล

2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3. มหาวิทยาลัยขอนแก่น

4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี

5. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

6. มหาวิทยาลัยสุรนารี

7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง

8. มหาวิทยาลัยนเรศวร

9. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

10. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในขณะที่กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทายังครองความเป็นอันดับ 1 ไว้ได้ จัดอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศ อยู่ในอันดับ 552 ของเอเชียและอันดับ 1,915 ของโลกรองลงมาในกลุ่มราชภัฏ รองลงมาคือมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในขณะที่ กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อันดับ 1 คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร อยู่ในอันดับที่ 26 ของประเทศ รองลงมาคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ส่วนกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน อันดับ 1 คือ มหาวิทยาลัยรังสิต อยู่ในอันดับที่ 20 ของประเทศ รองลงมาเป็น มหานคร กรุงเทพ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตามลำดับ

8 ตำรับยาสูตรง่าย ๆ จากสมุนไพรและของก้นครัว

sfrt4tyrtu

เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็ดูเหมือนจะย้อนกลับไปในสมัยเก่า แม้แต่การรักษาโรคเองเริ่มหันมาใช้สมุนไพรไทยกันมากขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วรู้ไหมคะว่าสมุนไพรใกล้ตัวหาง่ายจากก้นครัวของเรา สามารถนำมาปรุงเป็นตำรับยาสมุนไพรประจำบ้านได้ง่าย ๆ แต่รักษาได้ผลดีทีเดียว ไม่เชื่อตามมาดูข้อมูลจากนิตยสาร Lisa กันเลย

  1. ขิงขจัดอาการคลื่นไส้

รู้ไว้เลยว่าขิงใช้แก้อาการคลื่นไส้และอาเจียนได้ จึงช่วยลดอาการเมารถ หวัดลงกระเพาะ หรือแม้แต่อาการคลื่นไส้ในคนไข้ที่ผ่านการรักษาแบบคีโม และมีผลวิจัยจาก National Cancer Institute ยืนยันว่า ในคนไข้ที่รักษาแบบคีโม มีอาการคลื่นไส้น้อยกว่ามากหากกินขิงเสริม ดีกว่าคนไข้ที่กินยาแป้ง (Placebo) หรือเม็ดยาที่ทำจากแป้ง ซึ่งทางแพทย์หลอกให้คนไข้กินเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นเองด้วย

  1. กินกระเทียมเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้

ทราบแล้วรีบกินกระเทียมไฮโดสอย่างด่วนนับแต่วันนี้เลยนะ มีบทความใน American Journal of Clinical Nutrition ระบุไว้เลยว่า การกินกระเทียมเป็นประจำในปริมาณมาก จะช่วยลดระดับความเสี่ยงของมะเร็งได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งรังไข่

ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลที่ดีสุด ๆ ก็ทุบหัวกระเทียมใส่ลงไปในอาหารของคุณแทบทุกมื้อเลยละกัน หากไม่กลัวปากเหม็นอะนะ

  1. กลั้วคอด้วยน้ำเกลือเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ

ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อคุณหมอดักกลาส ฮอฟแมน แห่ง The Medical Consumer’s Advocate กล่าวว่า อาการเจ็บคอเกิดจากการติดเชื้อในช่องคอ การกลั้วน้ำเกลือบริเวณลำคอจะช่วยขจัดเอาของเหลวที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บคอเวลากลืนน้ำลายได้

โดยปริมาณที่เหมาะสมในการทำละลายก็คือ เกลือ 1 ช้อนชา ต่อน้ำเปล่าประมาณ 230 มิลลิลิตร ในปริมาณแค่นี้รับรองว่าไม่เค็มเกินไปจนกลั้วคอลำบากแน่นอน

  1. ชาคาโมมายล์ รักษาโรคหวัดและลดอาการปวดประจำเดือน

เป็นที่รู้จักกันดีพอสมควรแล้วว่า ชาคาโมมายล์มีคุณสมบัติช่วยในการรักษาและลดอาการอักเสบ และมีผลการวิจัยใหม่ ๆ ที่เหมือนว่าจะซัพพอร์ตความเชื่อนี้เป็นอย่างดี โดยการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of Agricultural and Food Chemistry ระบุว่า ในชาคาโมมายล์มีโมเลกุลบางชนิดที่จะช่วยต่อสู้กับไวรัสไข้หวัด เช่นเดียวกับช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้

  1. ใช้ผงฟูรักษาปากนกกระจอก

ทำส่วนผสมข้น ๆ ที่เกิดจากการผสมผงฟูกับน้ำน้อย ๆ จากนั้นแต้มน้ำนั้นลงตรงมุมปาก การรักษาหลักสูตรนี้ได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจาก Meyo Clinic และ National Institutes of Health มาแล้ว

อ๊ะ ! แต่ตอนแต้มควรแต้มในวันที่ไม่ได้ออกไปไหนนะ ไม่งั้นคนอื่นอาจเข้าใจว่าเหมือนกินโดนัทแล้วมีแป้งเปื้อนขอบปากได้

  1. ขมิ้นชันช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์

ขมิ้นชันมีสารที่เรียกว่าคูเคอร์มิน ซึ่งเป็นสารต้านการอักเสบต่าง ๆ อีกทั้งคุณสมบัติในส่วนนี้ยังช่วยลดอาการเจ็บปวดได้อย่างมหัศจรรย์ รวมถึงลดอาการบวมจากข้ออักเสบและอาการเจ็บข้อได้ด้วย

โดยจากการศึกษาที่ระบุใน Journal of Alzheimer’s Disease ค้นพบว่า คูเคอร์มินมีคุณสมบัติช่วยถอนคราบพลัคในสมอง อันเป็นจุดกำเนิดของโรคอัลไซเมอร์ได้

  1. ถั่วเหลืองช่วยลดคอเลสเตอรอล

ถั่วเหลืองถูกใช้มานานในเมนูฮิตของคนจีนและคนเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นนมถั่วเหลืองหรือเต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลือง แถมยังมีส่วนผสมที่คล้ายคลึงกับฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนด้วย จึงช่วยบรรเทาอาการร้อน ๆ หนาว ๆ จากภาวะหมดประจำเดือนหรือ Menopause ได้

แถมยังช่วยลดคอเลสเตอรอล ความดันเลือด และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ทั้งยังมีการวิจัยค้นพบด้วยว่า การกินหรือดื่มน้ำถั่วเหลืองเป็นประจำทุกวัน ยังช่วยลดระดับของ LDL หรือคอเลสเตอรอลชนิดเลวได้ด้วยนะ

  1. พริกไทยดำ ช่วยต้านไขมันพอกในตับ

ถือเป็นแหล่งสารอาหารที่อุดมด้วยแมงกานีสและคอปเปอร์ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้เมตาบอลิซึม และช่วยรักษากระดูกให้แข็งแรง โดย National Institute of Health ในอเมริกา ได้เผยผลการศึกษาหนึ่งในกรุงโซล เกาหลีใต้ ซึ่งค้นพบว่า การใช้สารเปปเปอร์รีนที่มีอยู่ในพริกไทยช่วยลดไขมันในตับของหนูได้ ซึ่งผลการวิจัยนี้ได้รับความสนใจมาก เพราะถือเป็นโรคที่มีผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการดำเนินชีวิตอย่างเร่งรีบ และโรคนี้ยังเป็นสาเหตุหลักของการเป็นโรคตับของคนอเมริกันด้วย

 

Tip : หากกินสมุนไพรในรูปแบบเม็ด อย่าคิดว่ายิ่งกินเยอะยิ่งดี ควรกินตามปริมาณที่ระบุไว้ข้างกล่อง และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง หรือทางที่ดีก็ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนรับประทาน

ที่มา : health.kapook.com

6 วิธี เปลี่ยนหุ่นผอมแห้ง ให้กลายเป็นหุ่นสุดเฟิร์ม

10363560_10152051045415025_3367107108661821324_n

คนที่มีรูปร่างอ้วน ก็มีวิธีลดน้ำหนักโดยการ ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันออกไป เปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อ แต่สำหรับคนที่ผอมอยากให้ “ล่ำบึ๊ก” จะให้ออกกำลังกายแบบคนอ้วนก็คงไม่ได้ อย่างมากก็ได้กล้ามแห้งๆ มา วันนี้โดดเด่นมีวิธีที่จะเปลี่ยนหุ่นแห้งๆนั้นให้กลายเป็นหุ่นสุดเฟิร์มได้ด้วย 6 วิธี

คนที่มีรูปร่างผอมมักถามว่า “มีวิธีทำให้ดูบึกบึนขึ้นได้หรือเปล่า” คำตอบคือ มีแน่นอนครับ เพียงแค่ปฏิบัติตามหลักการ 6 ข้อที่เรานำมาฝากกันวันนี้ รับรองว่าหากคุณทำได้ครบละก็คุณจะกลายเป็นผู้ชายที่ดูมีกล้ามเนื้อ ดูเฟิร์มขึ้นอย่างแน่นอน ว่าแล้วก็ไปดูกันดีกว่าว่าหลักการที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

  1. ค่อย ๆ สร้างกล้ามเนื้อ

ในช่วงแรกนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับคนตัวเล็กที่จะมีกล้ามเนื้อไว้รองรับการยกเวทที่หนักดังนั้น คุณควรค่อย ๆ กระตุ้นกล้ามเนื้อของคุณขึ้นมาโดยการยกจากน้ำหนักที่คุณคิดว่าสามารถยกได้ประมาณเซ็ตละ 30 ทีก่อน วันละ 4-6 เซ็ต ในแต่ละส่วนของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพ และคุณต้องวางแผนการเล่นด้วย เช่น วันนี้เล่นส่วนอก วันพรุ่งนี้เล่นส่วนไหล่ เวียนกันไปจนครบทุกส่วน เป็นเวลา 4-5 สัปดาห์

  1. ยกเวทให้หนักขึ้น

ส่วนใหญ่คนผอม มักจะยกน้ำหนักได้หนักไม่พอที่จะทำให้เขาเหล่านั้นมีกล้ามเนื้อขึ้นมาได้ นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนผอมควรมีเทรนเนอร์ส่วนตัว หรือเพื่อนที่คอยช่วยพยุงเวทกัน หรือแข่งกันสร้างกล้ามเนื้อและหลังจากคุณได้ค่อย ๆ สร้างกล้ามเนื้อมา 4-5 สัปดาห์แล้ว คุณจำเป็นต้องเลือกน้ำหนักเวทที่หนักขึ้นเรื่อย ๆและควรยกเวทให้ได้จำนวนเซ็ตที่มากขึ้น รวมถึงในแต่ละเซ็ตก็ควรทำให้ได้มากครั้งขึ้นด้วย ทำเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อของคุณให้มีพลังและสร้างกล้ามเนื้อได้เร็วยิ่งขึ้น

  1. ออกกำลังกายแบบผสมผสาน

หรือก็คือใช้อุปกรณ์หลายชิ้น หรือทำท่าหลาย ๆ ท่า วิธีนี้ช่วยให้คุณไม่เบื่อกับการออกกำลังกายที่ซ้ำซากจำเจ ดังนั้น ลองปรึกษาเทรนเนอร์ อ่านหนังสือ หรือศึกษาจากยูทูบดูนะครับ เพื่อที่คุณจะได้ไม่เบื่อเสียก่อนกับการเล่นเวทที่ดูจำเจนั่นเอง

  1. ทานเนื้อสัตว์ให้มากขึ้น

คนผอมส่วนใหญ่ จะไม่ชอบทานเนื้อสัตว์กันนัก หรือทานก็ทานได้ในปริมาณที่ไม่มากพอ แต่รู้หรือไม่ว่า เนื้อสัตว์มีโปรตีนสูง เป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อเลยล่ะ ดังนั้น ในแต่ละมื้ออาหารของคุณ คุณควรเน้นทานเนื้อสัตว์ให้มากขึ้นนะครับ และนอกจากจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ในเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ก็ยังมีไขมัน ซึ่งจะทำให้คุณดูเจ้าเนื้อมากขึ้นด้วย

  1. ทานคาร์โบไฮเดรตให้มากขึ้น และทานอาหารบ่อยขึ้น

เนื่องจากการเล่นเวท คุณต้องใช้พลังงานมาก ดังนั้น คุณควรทานคาร์โบไฮเดรตประมาณ 300-600 แคลอรีก่อนสัก 2-3 ชั่วโมงก่อนการเล่นเวท เพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมพลังงานก่อน และหลังจากเล่นเวทเสร็จ ถ้าคุณสามารถทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเข้าไปอีก ก็จะเป็นการช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่ขึ้น เพราะหลังจากการเล่นเวท ร่างกายจะดูดซึมน้ำตาลได้รวดเร็ว นอกจากนี้ คุณควรเพิ่มมื้ออาหารในแต่ละวันเช่นจาก 3 มื้อเป็น 5 มื้อ เพื่อให้คุณได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการสร้างกล้ามเนื้อด้วย

  1. อาหารเสริม

การสร้างกล้ามเนื้อให้ได้ผลดีนั้น ต้องมาจากการได้รับสารอาหารที่เพียงพอ แต่การทานอาหารเพียงอย่างเดียวนั้น อาจจะทำให้คุณควบคุมสัดส่วนของอาหารได้ยาก โดยเฉพาะโปรตีน ที่ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ ดังนั้น โปรตีนผงจึงเป็นทางเลือกที่ดีของการแก้ปัญหานี้ เพราะจะช่วยให้คุณได้รับโปรตีนที่เพียงพอในการสร้างกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ผงโปรตีนส่วนใหญ่จะรวมเอากรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย (BCAAs) ไว้ด้วย ก็จะสามารถช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนให้ร่างกายได้นำไปใช้ได้ง่าย ลดความเหนื่อยล้า รวมถึงช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าวิธีการข้างต้นอาจจะดูยุ่งยาก และคุณอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตของคุณพอสมควร แต่เชื่อเถอะครับว่า หากคุณผู้ชายทำได้อย่างที่บอกไปข้างต้นแล้ว คุณจะรู้สึกคุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่ได้มาอย่างแน่นอน เอ้า สู้ ๆ นะครับ

แอพฯโทรศัพท์มือถือช่วยแปลเสียงร้องทารกได้ว่าร้องเพราะสาเหตุใด?

baby

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่คงไม่มีอะไรที่สร้างความเครียดได้มากไปกว่าเสียงร้องของลูกทารก เพราะไม่รู้ว่าลูกร้องเพราะหิวนม ร้องเพราะปวดท้อง หรือร้องเพราะต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม

แต่ที่ไต้หวัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้ผู้ช่วยแล้ว แอพฯโทรศัพท์มือถือตัวใหม่นี้ยังเป็นเฉพาะภาคภาษาจีนเท่านั้น สามารถใช้อัดเสียงร้องของลูกและช่วยแปลว่าทำไมลูกจึงร้องเพื่อช่วยให้พ่อแม่แก้ปัญหาได้ถูกจุด

แอพฯโทรศัพท์มือถือตัวใหม่นี้สามารถบันทึกเสียงร้องแบบต่างๆ ของทารก แล้วนำไปเทียบกับฐานข้อมูลทางของเสียงร้องเด็กแบบต่างๆ เพื่อแจ้งให้พ่อแม่ที่กำลังกังวลใจรู้ว่าลูกร้องทำไม
คุณ ฉาง ชวน ยู ผู้พัฒนาแอพฯโทรศัพท์มือถือตัวใหม่นี้ กล่าวว่าเครื่องแปลเสียงร้องเด็กทารกนี้ สามารถช่วยแยกแยะลักษณะเสียงร้องของเด็กทารกได้ 4 ประเภท รวมทั้งร้องเพราะความหิว ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียก ร้องเพราะง่วงนอน หรือร้องเพราะเจ็บปวด

ผู้ใช้แอพฯได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแอพฯตัวนี้ว่ามีความถูกต้องมากถึง 92 เปอร์เซ็นต์ หากเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 สัปดาห์

ความถูกต้องของแอพฯตัวนี้จะลดลงไปอยู่ที่ราว 85 เปอร์เซ็นต์ หากใช้กับเด็กทารกอายุระหว่าง 1 – 2 เดือน และสำหรับเด็ก 4 เดือน แอพฯแปลเสียงร้องเด็กตัวนี้จะแปลได้อย่างถูกต้องราว 77 เปอร์เซ็นต์

คุณกัว ยัง หมิง บอกว่าพ่อมือใหม่อย่างตัวเขาเองไม่อยากเห็นลูกร้อง เพราะไม่รู้ว่าทำไมลูกถึงร้อง ตัวเองทำอะไรไม่ถูก แอพฯตัวนี้จึงช่วยเขาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าควรทำอะไรดีให้ลูกหยุดร้อง
หลังจากอัดเสียงร้องของทารกแล้ว แอพฯแปลเสียงร้องเด็กตัวนี้จะนำเสียงที่อัดได้ไปเปรียบเทียบกับเสียงร้องของทารกในฐานข้อมูลราว 200,000 เสียงร้อง แล้วทำการแยกแยะความแตกต่างของเสียงร้องเพื่อระบุสาเหตุว่าทำไมเด็กจึงร้อง

เมื่อเด็กทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไป แอพฯจะใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากเด็กได้พัฒนาตนเองเข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้แล้ว

แต่เขาบอกว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอดออกมา แอพฯแปลเสียงร้องเด็กนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือช่วยลดความเครียดแก่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้อย่างดีทีเดียว

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

ยาต้านอาการซึมเศร้าในหญิงตั้งครรภ์อาจไม่มีผลเสียต่อทารกอย่างที่คิด

217
การศึกษาชิ้นหนึ่งในอดีตชี้ถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการใช้ยาบำบัดอาการซึมเศร้าในช่วงการตั้งครรภ์สามเดือนสุดท้ายกับความผิดปกติทางการหายใจที่เป็นอันตรายถึงชีวิตที่พบในเด็กทารกแรกเกิด ผลการศึกษาครั้งนั้นส่งผลให้สำนักงานอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ ประกาศคำเตือนทางสุขภาพต่อเรื่องนี้เมื่อเก้าปีที่แล้ว แต่มาขณะนี้ ผลการศึกษาชิ้นใหม่ล่าสุดกลับสรุปผลในตรงกันข้าม

การศึกษาชิ้นล่าสุดจัดทำโดยโรงพยาบาล Brigham and Women Hospital ในเมืองบอสตั้นอาจจะเป็นตัวตัดสินเรื่องนี้ คุณ Krista Huybrechts และทีมนักวิจัยได้ศึกษาบันทึกประวัติทางการแพทย์ของผู้หญิงอเมริกันเกือบ 4 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนในการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ ผู้หญิงทั้งหมดในการวิจัยเป็นโรคซึมเศร้าและใช้ยาต้านอาการซึมเศร้าในการบำบัดในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์

ทีมนักวิจัยพบว่าสนใจเป็นพิเศษในกรณีผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านอาการซึมเศร้าชนิดที่เรียกว่า SSRI’s

คุณ Huybrechts หัวหน้าทีมวิจัยชี้ว่าผู้หญิงในการวิจัยส่วนมากหรือราว 80 เปอร์เซ็นต์ใช้ยาบำบัดอาการซึมเศร้า SSRI’s เมื่อเทียบกับยาประเภทอื่นเพราะมีความปลอดภัยกว่าและมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพน้อยกว่า ทีมนักวิจัยทีมนี้ทำการเปรียบเทียบกลุ่มผู้หญิงที่ใช้ยา SSRI’s กับคนไข้กลุ่มอื่นในการศึกษาที่ไม่ใช้ยาบำบัดอาการซึกเศร้าเลยในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์

ผลการศึกษาพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างใดๆ ระหว่างผู้หญิงทั้งสองกลุ่มนี้ ในกรณีของปัญหาการหายใจบกพร่องของทารกที่คลอดโดยหญิงทั้งสองกลุ่ม

คุณ Huybrechts กล่าวว่าทีมวิจัยไม่สามารถปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงถึงความเป็นไปได้ที่ว่าอาจจะมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการใช้ยาต้านอาการซึมเศร้า SSRI’s หากใช้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เธอกล่าวว่าความเสี่ยงที่ว่านี้เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ผลสรุปของการศึกษาชิ้นแรกเป็นอย่างมาก

คุณผู้ฟังสามารถอ่านรายละเอียดของผลการวิจัยเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ในวารสาร Journal of the American Medical Association ที่ตีพิมพ์ไปเมื่อเร็วๆ นี้

ข้อมูลจาก http://www.voathai.com/

นักวิจัยศึกษาประวัติการติดเชื้อไวรัสด้วยการตรวจเลือดวิธีใหม่

216
การตรวจเลือดแบบใหม่นี้เรียกว่า VirScan มีศักยภาพในการตรวจหาเชื้อไวรัสได้มากกว่าหนึ่งพันสายพันธุ์ในบรรดาเชื้อไวรัสจำนวนมากมายมหาศาลที่ติดเชื้อในคน

คุณ Stephen Elledge หัวหน้าทีมวิจัยแห่งโรงพยาบาล Brigham and Women’s Hospital และมหาวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ด ในเมืองบอสตั้น กล่าวว่าการตรวจทางพันธุกรรมนี้ใช้ตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยเพียงหยดเดียวเท่านั้น แต่สามารถแจ้งผลแก่แพทย์ได้ว่าคนไข้เคยติดเชื้อไวรัสที่เป็นอันตรายชนิดใดมาบ้างแล้ว

ยกตัวอย่าง คนเราอาจจะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมานานหลายปีแล้ว ซึ่งเป็นอันตรายต่อตับและการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะนำไปสู่มะเร็งตับในที่สุด

คุณ Stephen Elledge หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าการติดเชื้อไวรัสที่เป็นอันตรายหลายชนิด รวมทั้งการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี อาจจะเกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้วและเมื่อเริ่มปรากฏอาการป่วย โรคก็อาจเข้าขั้นลุกลาม

ในปัจจุบัน มีวิธีรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ ตลอดจนการบำบัดที่ช่วยยืดชีวิตผู้ติดเชื้อเอชไอวี การตรวจพบการติดเชื้อไวรัสอันตรายเหล่านี้เป็นการล่วงหน้า จะช่วยให้พวกเขาได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

นักวิจัยทีมนี้ใช้ตัวอย่างเลือดจากผู้บริจาค 600 คนจากสหรัฐอเมริกา เปรู แอฟริกาใต้และประเทศไทยในการพัฒนาการตรวจเลือด VirScan นี้

ทีมนักวิจัยชี้ว่าจากการตรวจเลือดของอาสาสมัครจากแต่ละประเทศทั้ง 4 ประเทศนี้ พบว่าคนจากแต่ละประเทศต่างติดเชื้อไวรัสชุดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดยประกอบด้วยไวรัสอย่างน้อย 10 ชนิดด้วยกัน

ในปัจจุบัน การตรวจเลือดแต่ละครั้งสามารถตรวจหาการติดเชื้อไวรัสได้เพียงชนิดเดียวเท่านั้นและแพทย์มักจะสั่งตรวจเลือดก็ต่อเมื่อสงสัยว่าคนไข้อาจจะติดเชื้อไวรัสชนิดใดชนิดหนึ่ง

คุณ Stephen Elledge หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าการตรวจเลือด VirScan สามารถตรวจหาการติดเชื้อไวรัสในเลือดได้ทีเดียวหลายชนิด ซึ่งอาจจะช่วยให้แพทย์เข้าใจถึงผลกระทบทางสุขภาพของคนเราจากการติดเชื้อไวรัสหลายๆ ชนิดรวมกัน

เขากล่าวว่าเชื้อไวรัสบางชนิดอาจจะสร้างความเสียหายแก่หัวใจ การตรวจเลือดแบบหาเชื้อไวรัสแบบใหม่นี้จะช่วยให้แพทย์ได้เข้าใจผลเสียทางสุขภาพที่จากการติดเชื้อไวรัสหลายๆ ชนิดรวมกันด้วยการเปรียบเทียบในกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่เป็นไปไม่ได้ในอดีต

คุณ Elledge หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าการตรวจเลือด VirScan ยังอาจจะนำไปใช้ในการต้นตอของการเกิดโรคที่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน อาทิ เชื้อไวรัสหลายชนิดที่อาจะเป็นต้นเหตุของโรคในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง

ข้อมูลจาก http://www.voathai.com/