ชวนปลูกมะเขือเทศกระถาง ผลแดงฉ่ำ บำรุงผิว

ได้ยินมาตั้งแต่เด็กว่า ถ้าอยากให้แก้มเป็นสีชมพูต้องกินมะเขือเทศเยอะๆ ด้วยเหตุผลข้อนี้เอง ที่ทำให้ใครหลายๆ คนชอบกินมะเขือเทศกัน แต่ก็มีบางคนที่ไม่โปรดผักชนิดนี้นัก เพราะเนื้อเลาะและรสชาติไม่ถูกปาก

แต่รู้หรือไม่ว่า การกินมะเขือเทศเป็นประจำลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้

มะเขือเทศ หรือบะเขือส้ม เป็นผักที่อยู่ในวงศ์ Solanaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum lycopersicum L. มีถิ่นกำเนิดทางตะวันออกของอเมริกาใต้ นอกจากมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Tomato แล้ว ยังมีอีกชื่อว่า Love Apple

มะเขือเทศเป็นไม้เลื้อย อายุ 1-2 ปี ต้นทอดเลื้อยได้ไหกลถึง 1.8 เมตร ทุกส่วนของต้นมีขนปกคลุม ใบประกอบออกเวียนสลับ ใบอวบน้ำ ขอบใบจักฟันเลื่อย ช่อดอกออกที่ซอกใบปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 1-5 ดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปดาว สีเหลือง เห็นเกสรเด่นชัด ผลเมื่อสุกแก่เปลี่ยนเป็นสีแดง เนื้อนุ่ม ฉ่ำน้ำ ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก

เรานิยมกินมะเขือเทศกันเป็นผักสด นำมาประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน ผลสีแดงนี้มีไลโคปีน ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ที่ช่วยป้องกันมะเร็ง ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งไม่แห้งกร้าน ลดริ้วรอยได้ นอกจากนี้ยังมีเบต้าแคโรทีนและฟอสฟอรัสสูง ลดการอักเสบของสิวได้ด้วย

ปลูกใส่กระถางตั้งประดับในสวน เมื่ออกผลสีแดงส้มก็เตรียมเก็บมากินได้เลยค่ะ

มือใหม่หัดปลูก
มะเขือเทศปลุกได้ทุกภาคในเมืองไทย มีหลายพันธุ์ให้เลือก เช่น มะเขือส้ม มะเขือเทศสีดา มะเขือเทศเชอร์รี่ ชอบดินร่วนระบายน้ำดี โดนแสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดเท่านั้น ด้วยขั้นตอนดังนี้

  • แกะผลสุกสีแดงแล้วนำเมล็ดมาล้างเมือกลื่นๆ ออกให้หมด ผึ่งในที่ร่ม อย่าให้โดนแสงแดดจัดจนเมล็ดแห้ง
  • เตรียมภาชนะปลูก เช่น กระถางดินเผา กระถางพลาสติก เส้นผ่านศูนย์ประมาณ 10 เซนติเมตร รองก้นภาชนะด้วยเศษโฟมหักหรือกาบมะพร้าวสับ แล้วใส่ดินร่วนประมาณ 3 ใน 4 ของความสูงกระถาง
  • นำเมล็ดที่เตรียมไว้โรยบนดินปลูกกระถางละ 3 เมล็ด แล้วโรยดินทับพอให้ปิดเมล็ด วางในที่ที่มีแสงแดดรำไร รดน้ำให้ชุ่มชื้นวันละครั้งทุกวัน

    ประมาณ 7-10 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกมีใบเลี้ยง 2 ใบให้เห็น ดูแลจนเริ่มแตกใบจริง 1-2 คู่ จึงย้ายปลูกลงในกระถางที่มีขนาดใหญ่ หรือปลูกลงแปลงดินที่มีแสงแดดตลอดวัน หรือช่วงครึ่งวันเช้า ปลูกประมาณ 70-75 วันจะออกผลให้เก็บกิน

    Tips

    • ควรทำค้างไม้ให้ต้นเลื้อยพัน จะช่วยให้ออกดอกและติดผลได้ดี

    • ควรนำเมล็ดมาเพาะทันที จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง

    • ควรเก็บในระยะที่ผลมีสีแดงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ จะเก็บในตู้เย็นได้นานกว่าเก็บตอนเป็นสีแดงทั้งผล

ขอบคุณข้อมูล : health.haijai.com

ว้าว…กินทุเรียนก็ผอมได้

ทุเรียน…แค่ได้ยินสาวกทั้งหลายเป็นน้ำลายสอ แต่สิ่งที่สาวๆ ต่างกังวลหลังจากจัดการเจ้าทุเรียนหอมหวานลงไปในท้องแล้วก็คือความอ้วน เนื่องจากทุเรียนให้พลังงานและแคลอรี่สูง เพราะมีสารอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก จึงต้องกินให้พอดี โดยเฉพาะคนอ้วน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องระวังเพราะอาจทำให้โรคกำเริบได้

 

แล้วทุเรียน กินอย่างไรไม่ให้อ้วน…

 

ง่ายๆนะคะ เพียงแค่ตื่นขึ้นมากินตอนประมาณ 05.00 น. อาจจะเช้าหน่อย แต่คุ้มค่าค่ะ!!! เพราะนอกจากไม่อ้วนแล้วยังช่วยในการฆ่าพยาธิประจำปีได้ด้วย อาจจะผิดเวลาของการลิ้มรสทุเรียนหน่อย ถือซะว่ากินเป็นยา กินแล้วดื่มน้ำอุ่นตามไปมากๆ มีคำแนะนำจากแพทย์ว่าควรกินสองวันติดต่อกันและงดอาหารเช้าทั้งสองวัน ความร้อนในสารกำมะถันธรรมชาติ และกากใย จากพูทุเรียน จะออกฤทธิ์ในการดีท๊อกซ์ลำไส้ออกได้อย่างเกลี้ยงเกลา รวมทั้งเป็นยาถ่ายพยาธิด้วย

 

ทุเรียนเมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกร้อน อาจทำให้ผู้ที่โรคประจำตัวอยู่แล้วอาการกำเริบเร็วขึ้น ส่วนประชาชนทั่วไปที่ชอบกินทุเรียน ก็ควรหมั่นออกกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายได้ใช้พลังงานและไปเผาผลาญสารอาหารที่เกินจำเป็น ซึ่งจะไปสะสมในร่างกายในรูปของความอ้วน แม้จะอร่อยแต่ก็ต้องกินกันอย่างมีสตินะคะ

 

นอกจากนี้ตามความเชื่อคนไทยแต่โบราณ เชื่อว่าหากกินทุเรียนซึ่งถือว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ ก็ควรกินมังคุดซึ่งเป็นราชินีแห่งผลไม้ควบคู่ไปด้วย เนื่องจากทุเรียนเมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกร้อน ดังนั้นจึงควรกินมังคุดตาม เพราะมังคุดมีรสเย็น ช่วยลดอาการแน่นเฟ้อ อึดอัดในท้อง เรอไม่มีกลิ่นเหม็นค่ะ

 

ขอขอบคุณเนื้อหาและรูปภาพจาก www.vanneza.com

คุณประโยชน์ของขมิ้นชัน

ใช้รับประทานเหง้าของขมิ้นชัน โดยการปอกเปือกหรือตากแห้งแล้วบดเป็นผงใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง และแบบผงบรรจุแคปซูลเพื่อความสะดวกแก่การรับประทาน

ขมิ้นชันมีประโยชน์และสรรพคุณหลายประการ ดังนี้

ขมิ้นชันมีวิตามิน เอ, ซี, อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว จึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็งตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี

กินขมิ้นชันให้ตรงเวลา ที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงกับประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูอวัยวะ รับประทานเพียง 1 แคปซูลเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้ารับประทานขมิ้นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะทำหน้าที่ขับไขมันในตับ

กินขมิ้นชันให้เป็นอาหาร ไม่ใช่กินเป็นยา ต้องกินให้สนุกใช้ปรุงอาหารกินบ้าง หุงข้าวก็ใส่ขมิ้นชันได้ ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็ดี ทำให้หอมน่ากิน และยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทอดปลาได้เป็นบางส่วน

ถ้ากินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อน แต่ถ้าทำขมิ้นบดเป็นผง ต้องนำขมิ้นมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง เสร็จแล้วตักออกนำมาผึ่งให้เย็นหั่นเป็นแว่นเล็กๆ ตากแดดจนแห้ง อาจจะตากหลายครั้ง แล้วถึงจะนำมาบดให้เป็นผง ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นแห้ง ความร้อนไม่ควรเกิน 65 องศา ถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตรอยด์ได้

กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น

เวลา 03.00 – 05.00 น. ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง

เวลา 05.00 – 07.00 น. ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ แต่ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆ อยู่เป็นล้านๆ เส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้

เวลา 07.00 – 09.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม

เวลา 09.00 – 11.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวกับม้าม ลดอาการของโรคเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน

เวลา 11.00 – 13.00 น. สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ มีหรือไม่มี ถ้ากินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ถ้าเลยเวลา 11.00 น.ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับ แล้วตับจะส่งมาที่ปิด ปอดจะส่งไปยังผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีกทางหนึ่ง

เวลา 15.00 – 17.00 น. ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงือกออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้

กินเหลือเลยเวลาจากช่วงนี้ จนไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยอ่อนเพลีย และช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น กินขมิ้นชันมากๆ จะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังไม่เป็นผดผื่นคันง่ายๆ และช่วยขับไขมันในตับ ถ้ากินปริมาณมาก

กินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมีไม่มีสเตรอยที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ ถ้ากินขมิ้นชัน แบบผง 1 ช้อนชา ใช้ผสน้ำ 1 แก้ว (ไม่เต็ม) ขมิ้นชันจะไหลผ่านส่วนต่างๆ ตั้งแต่
– ผ่านลำคอ ช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ลำคอ ไปผ่านปอดช่วยดูแลปอดให้หายใจดีขึ้น ลดความชื้นของปอด
– ผ่านม้าม ก็ลดไขมัน และปรับน้ำเหลืองไม่ให้น้ำเหลืองเสีย
– ผ่านกระเพาะอาหาร ก็จะรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
– ผ่านลำไส้ ก็สมานแผลลำไส้
– ผ่านตับ ก็ไปบำรุงตับ ล้างไขมันในตับ

ขมิ้นชันยังช่วยดูแลเซลล์ต่างๆ ที่ฉีกขาดก็จะไปเชื่อมให้ และไปกวาดขยะ กวาดไขมันมากองไว้ ถ้าจะอุ้มขยะไปทิ้งโดยการถ่ายก็กินอาหารปกติ เช่น พืช ผัก ผลไม้ ที่มีกากใย หรือกินน้ำลูกสำรอง (พุงทลาย) เพื่ออุ้มไขมัน อุ้มแก๊สไปทิ้ง

คนธาตุเบา แสดงว่ามีการระคายเคือง อักเสบ เป็นแผลเรื้อรังบางอย่างที่ผนังลำไส้เป็นอาจิณ

คนธาตุหนัก แสดงว่าปลายประสาทลำไส้ใหญ่เสื่อม อาจเกิดจากการกินยาถ่ายเป็นประจำ หรือดื่มน้ำน้อย ทั้งธาตุเบาและธาตุหนักไม่ดีทั้งคู่ ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่ามีปัญหาที่ลำไส้ และปลายประสาทลำไส้ใหญ่ผิดปกติ หากปล่อยไว้วันข้างหน้าจะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ควรกินขมิ้นชันเป็นประจำ เพื่อค่อยๆ ปรับให้เข้าที่แล้ว จะกลับมาถ่ายเป็นปกติ

ข้อมูลจาก : www.nathasorn.com

วิสาขบูชา วันสำคัญของโลก

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา 2559 ประวัติวันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา 2559 ตรงกับวันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งปกติวันวิสาขบูชา ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 แต่ปีนี้เป็นปีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหนก็เลื่อนเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 นั่นเอง และเชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่างวันวิสาขบูชากันดีอยู่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบความเป็นมา และความสำคัญของ วันวิสาขบูชา ถ้างั้นอย่ารอช้า…เราไปค้นหาความหมายของ วันวิสาขบูชา และอ่าน ประวัติวันวิสาขบูชา พร้อม ๆ กันดีกว่าค่ะ

ความหมายของวันวิสาขบูชา

คำว่า วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ” ดังนั้น วิสาขบูชา จึงหมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน 6

การกำหนดวันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 7 หรือราวเดือนมิถุนายน

อย่างไรก็ตาม ในบางปีของบางประเทศอาจกำหนด วันวิสาขบูชา ไม่ตรงกับของไทย เนื่องด้วยประเทศเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งที่ต่างไปจากประเทศไทย ทำให้วันเวลาคลาดเคลื่อนไปตามเวลาของประเทศนั้น ๆ

ประวัติวันวิสาขบูชาและความสำคัญของ วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่เกิด 3 เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวียนมาบรรจบกันในวันเพ็ญเดือน 6 แม้จะมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี ซึ่งเหตุการณ์อัศจรรย์ 3 ประการ ได้แก่…

  1. วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ

เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางแปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ เพื่อประสูติในตระกูลของพระนางตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น ขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ครั้นพระกุมารประสูติได้ 5 วัน ก็ได้รับการถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” แปลว่า “สมปรารถนา”

เมื่อข่าวการประสูติแพร่ไปถึงอสิตดาบส 4 ผู้อาศัยอยู่ในอาศรมเชิงเขาหิมาลัย และมีความคุ้นเคยกับพระเจ้าสุทโธทนะ ดาบสจึงเดินทางไปเข้าเฝ้า และเมื่อเห็นพระราชกุมารก็ทำนายได้ทันทีว่า นี่คือผู้จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวพยากรณ์ว่า “พระราชกุมารนี้จักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ เห็นแจ้งพระนิพพานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ทรงหวังประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก จะประกาศธรรมจักรพรหมจรรย์ของพระกุมารนี้จักแพร่หลาย” แล้วกราบลงแทบพระบาทของพระกุมาร พระเจ้าสุทโธทนะทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์นั้นทรงรู้สึกอัศจรรย์และเปี่ยมล้นด้วยปีติ ถึงกับทรุดพระองค์ลงอภิวาทพระราชกุมารตามอย่างดาบส

  1. วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณ

หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี จนเมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดของวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย

สิ่งที่ตรัสรู้ คือ อริยสัจสี่ เป็นความจริงอันประเสริฐ 4 ประการของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ต้นมหาโพธิ์ และทรงเจริญสมาธิภาวนาจนจิตเป็นสมาธิได้ฌานที่ 4 แล้วบำเพ็ญภาวนาต่อไปจนได้ฌาน 3 คือ

ยามต้น : ทรงบรรลุ “ปุพเพนิวาสานุติญาณ ” คือ ทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่นได้

ยามสอง : ทรงบรรลุ “จุตูปปาตญาณ” คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการมีตาทิพย์สามารถเห็นการจุติและอุบัติของวิญญาณทั้งหลาย

ยามสาม หรือยามสุดท้าย : ทรงบรรลุ “อาสวักขญาณ” คือ รู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ 35 พรรษา

  1. วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน (ดับสังขารไม่กลับมาเกิดสร้างชาติ สร้างภพอีกต่อไป)

เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมเป็นเวลานานถึง 45 ปี จนมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 6 พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ก็ไปรับภัตตาหารบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะ ตามคำกราบทูลนิมนต์ พระองค์เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวายก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้ บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธ์ปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน 6 นั้น

ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย

ปรากฏหลักฐานว่า วันวิสาขบูชา เริ่มต้นครั้งแรกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สันนิษฐานว่าได้รับแบบแผนมาจากลังกา นั่นคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. 420 พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาขึ้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นกษัตริย์ลังกา พระองค์อื่นๆ ก็ปฏิบัติประเพณีวิสาขบูชานี้สืบทอดต่อกันมา

ส่วนการเผยแผ่เข้ามาในประเทศไทยนั้น น่าจะเป็นเพราะประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนากับประเทศลังกาอย่างใกล้ชิด เห็นได้จากมีพระสงฆ์จากลังกาหลายรูปเดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และนำการประกอบพิธีวิสาขบูชาเข้ามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย

สำหรับการปฏิบัติพิธีวิสาขบูชาในสมัยสุโขทัยนั้น ได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือนางนพมาศ สรุปได้ว่า  เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัย จะช่วยกันประดับตกแต่งพระนคร ด้วยดอกไม้ พร้อมกับจุดประทีปโคมไฟให้ดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย ขณะที่พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ ครั้นตกเวลาเย็นก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายในไปยังพระอารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน ส่วนชาวสุโขทัยจะรักษาศีล ฟังธรรม ถวายสลากภัต สังฆทาน อาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสามเณร บริจาคทานแก่คนยากจน ทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ ฯลฯ

หลังจากสมัยสุโขทัย ประเทศไทยได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์มากขึ้น ทำให้ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการประกอบพิธีวิสาขบูชา จนกระทั่งมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2360) ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ฟื้นฟูพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาใหม่ โดยสมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้น เป็นครั้งแรก ในวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ  และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ. 2360 และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้ทำบุญ ทำกุศล โดยทั่วหน้ากัน การรื้อฟื้นพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาในครานี้ จึงถือเป็นแบบอย่างถือปฏิบัติในการประกอบพิธี วันวิสาขบูชา ต่อเนื่องมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติ

วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญที่สุดทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากล้วนมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของพระพุทธศาสนา คือ เป็นวันที่พระศาสดา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ดังนั้นพุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับวันวิสาขบูชานี้ และในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542 องค์การสหประชาชาติได้ยอมรับญัตติที่ประชุม กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก โดยเรียกว่า Vesak Day  ตามคำเรียกของชาวศรีลังกา ผู้ที่ยื่นเรื่องให้สหประชาชาติพิจารณา และได้กำหนดวันวิสาขบูชานี้ถือเป็นวันหยุดวันหนึ่งของสหประชาชาติอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ชาวพุทธทั่วโลกได้มีโอกาสบำเพ็ญบุญเนื่องในวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระบรมศาสดา โดยการที่สหประชาชาติได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลกนั้น ได้ให้เหตุผลไว้ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณ โดยไม่คิดค่าตอบแทน

การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา

การประกอบพิธีใน วันวิสาขบูชา จะแบ่งออกเป็น 3 พิธี ได้แก่

  1. พิธีหลวง คือ พระราชพิธีสำหรับพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ประกอบในวันวิสาขบูชา
  2. พิธีราษฎร์ คือ พิธีของประชาชนทั่วไป
  3. พิธีของพระสงฆ์ คือ พิธีที่พระสงฆ์ประกอบศาสนกิจ

กิจกรรมในวันวิสาขบูชา

กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติใน วันวิสาขบูชา ได้แก่

  1. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับ และเจ้ากรรมนายเวร
  2. จัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหารที่วัด และปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
  3. ปล่อยนกปล่อยปลา เพื่อสร้างบุญสร้างกุศล
  4. ร่วมเวียนเทียนรอบอุโบสถที่วัดในตอนค่ำ เพื่อรำลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
  5. ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา
  6. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชาตามโรงเรียน หรือสถานที่ราชการต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้ และเป็นการร่วมรำลึกถึงความสำคัญของวันวิสาขบูชา
  7. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ
  8. บำเพ็ญสาธารณประโยชน์

หลักธรรมที่สำคัญในวันวิสาขบูชา ที่ควรนำมาปฏิบัติ

ใน วันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรยึดมั่นในหลักธรรม ซึ่งหลักธรรมที่ควรนำมาปฏิบัติในวันวิสาขบูชา ได้แก่

  1. ความกตัญญู

คือ การรู้คุณคน เป็นคุณธรรมที่คู่กับความกตเวที ซึ่งหมายถึงการตอบแทนคุณที่มีผู้ทำไว้ ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ เป็นเครื่องหมายของคนดี ทำให้ครอบครัวและสังคมมีความสุข ซึ่งความกตัญญูกตเวทีนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้ง บิดามารดาและลูก ครูอาจารย์กับศิษย์ นายจ้างกับลูกจ้าง ฯลฯ

ในพระพุทธศาสนา เปรียบพระพุทธเจ้าเสมือนกับบุพการี ผู้ชี้ให้เห็นทางหลุดพ้นแห่งความทุกข์ ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงควรตอบแทนด้วยความกตัญญูกตเวทีด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และดำรงพระพุทธศาสนาให้อยู่สืบไป

  1. อริยสัจ 4

คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใน วันวิสาขบูชา ได้แก่

ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิต สภาวะที่ทนได้ยาก ซึ่งทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ การเกิด การแก่ และการตาย ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ ส่วนทุกข์จร คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก หรือ ความยากจน เป็นต้น

สมุทัย คือ ต้นเหตุของปัญหา หรือสาเหตุของการเกิดทุกข์ และสาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาเกิดจาก “ตัณหา” อันได้แก่ ความอยากได้ต่าง ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เป็นสภาพที่ความทุกข์หมดไป เพราะสามารถดับกิเลส ตัณหา อุปาทานออกไปได้

มรรค คือ หนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์ เป็นการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา มี 8 ประการ ได้แก่ ความเห็นชอบ  ดำริชอบ  วาจาชอบ กระทำชอบ  เลี้ยงชีพชอบ  พยายามชอบ  ระลึกชอบ  ตั้งจิตมั่นชอบ

  1. ความไม่ประมาท

คือการมีสติตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ล้วนต้องใช้สติ เพราะสติคือการระลึกได้ การระลึกได้อยู่เสมอจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ซึ่งความประมาทนั้นจะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา ดังนั้นในวันนี้พุทธศาสนิกชนจะพากันน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยความมีสติ

วันวิสาขบูชา นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน เป็นวันที่มีการทำพิธีพุทธบูชา เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสัตว์  อีกทั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ทั้ง 3 ประการ ที่มาบังเกิดในวันเดียวกัน และนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในการดำรงชีวิตค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : กระปุก.คอม

5 ความลับที่จะช่วยให้ห้องนั่งเล่นสวยโดดเด่นได้อย่างใจ

page_28

เวลาได้ดูตัวอย่างห้องนั่งเล่นที่อยู่บนหน้าหนังสือ นิตยสาร หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ หลายคนคงจะสงสัยบ้างเหมือนกันว่า พวกเขาสามารถเนรมิตห้องนั่งเล่นสวย ๆ แบบนี้ได้อย่างไร ทั้งที่บางครั้งคุณก็ทำตามเทคนิคขั้นตอนข้อมูลที่มี แต่สุดท้ายก็ยังรู้สึกว่ามีบางส่วนขาด ๆ เกิน ๆ ไม่ค่อยสวยอย่างที่คิดอยู่ดี นั่นเป็นเพราะคุณอาจจะยังขาดเทคนิคลับ ๆ เหล่านี้ที่จะช่วยให้ห้องนั่งเล่นสมบูรณ์ขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

  1. ปรับตำแหน่งโซฟา

เนื่องจากโซฟาแต่ละตัวมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่กว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่น ๆ ในห้องนั่งเล่น ซึ่งถ้าหากจัดวางตำแหน่งได้อย่างถูกต้องก็จะทำให้บรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นดูดีขึ้น โดยใช้กฎง่าย ๆ ก็คือ ให้หันหน้าโซฟาไปทางประตูเข้า-ออก จัดเข้ามุม หรือวางแนบชิดกับผนังห้อง หากใครปล่อยให้เหลือที่ว่างด้านหลังโซฟามากเกินไป สามารถแก้ไขได้โดยการใช้โต๊ะยาวมาวางหลังโซฟาแทน พร้อมกับนำโคมไฟมาประดับ หรือจะใช้วางของตกแต่งก็ได้ การจัดวางแบบนี้จะช่วยให้มุมมองจากด้านหลังโซฟาที่เคยโล่ง ๆ ดูดีขึ้นได้

  1. เพิ่มจุดพักสายตา

เพื่อให้ห้องนั่งเล่นเป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรจะเพิ่มจุดพักสายตาเข้าไปด้วย อย่างเช่น นำโต๊ะธรรมดามาตกแต่งด้วยของตั้งโชว์ เชิงเทียน จัดเป็นแกลเลอรี่เล็ก ๆ เอาไว้วางภาพถ่ายของครอบครัว เป็นต้น ส่วนห้องนั่งเล่นพื้นที่น้อย ก็อาจปรับเปลี่ยนจากโต๊ะเป็นชั้นวางของติดผนังแบบเปลือย แล้วนำของน่ารัก ๆ มาประดับ หรือเลือกติดตั้งด้วยจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่แทน

  1. แต่งพื้นด้วยพรมสวย

ก่อนตัดสินใจซื้อพรมสักผืนมาตกแต่งในห้องนั่งเล่นควรจะถามความต้องการของตัวเองเสียก่อน ถ้าอยากให้ห้องนั่งเล่นดูกว้างขวางและใช้สำหรับพักผ่อนเป็นหลัก ก็ลองเลือกพรมผืนใหญ่ทอด้วยเส้นใยจากธรรมชาติ ส่วนพรมขนสัตว์หรือประเภทที่มีเส้นด้ายยาวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบรรยากาศอบอุ่น และยกระดับให้ห้องนั่งเล่นดูหรูหราขึ้นมาอีกนิด นอกจากนี้พรมยังสามารถนำมาใช้แบ่งสัดส่วน ในกรณีของบ้านที่ใช้พื้นที่รวมด้วย

  1. รักษาสมดุล

เนื่องจากสายตาของคนเราไม่ได้หยุดมองที่จุดใดจุดหนึ่ง ฉะนั้นควรจะปรับองค์ประกอบต่าง ๆ ในห้องนอนเล่นให้สมดุลด้วย โดยเริ่มจากแนวตั้ง อาจจะนำโคมไฟแชนเดอเลียร์มาติด ส่วนด้านข้างก็เพิ่มเติมที่ว่างด้วยภาพถ่าย ไฟกิ่ง หรือเก้าอี้พนักสูง สำหรับบนพื้นพยายามกำหนดตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์ให้กระจายตัว ไม่ควรวางไว้มุมเดียวทั้งหมด จะได้ไม่ดูกระจุกกันเกินไปจนไม่น่ามอง

  1. เพิ่มความสบายด้วยผ้าเนื้อนุ่ม

สำหรับการเลือกของตกแต่งห้องนั่งเล่นจะดูที่ความชอบ สีสัน หรือดีไซน์ภายนอกอย่างเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศให้ดูเบาสบายสมกับการพักผ่อนมากขึ้น ควรจะเลือกของตกแต่ง อย่างเช่น ม่าน หมอนอิง ผ้าคลุมโซฟา หรือพรมที่ใช้ผ้าบางเบาและค่อนไปทางโทนสีอ่อน ในขณะเดียวกันสิ่งเหล่านี้ยังช่วยทำให้ห้องนั่งเล่นดูโปร่งและกว้างขวางมากขึ้นด้วย

 

การตกแต่งห้องนั่งเล่นไม่ได้เกิดจากความชอบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรจะดูและวางแผนจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ให้เข้าที่เข้าทางด้วย ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ และของตกแต่ง รวมไปถึงการเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ หากใช้อย่างถูกชนิดถูกแบบ ห้องนั่งเล่นก็จะสวยได้แล้วจ้า

 

ขอขอบคุณ : http://home.kapook.com/

สมุนไพรแก้เจ็บคอ ของดีคู่ครัว เปี่ยมสรรพคุณต้านอักเสบ

Herb_3

 

เรามีความเชื่อกันมานานแสนนานว่าเมื่อเกิดอาการเจ็บคอแล้ว วิธีเดียวที่จะช่วยบรรเทาอาการได้ดีที่สุดก็คือการรับประทานยาแก้อักเสบ แต่อย่าเพิ่งเชื่อแบบนั้นไปเสียทั้งหมดนะ เพราะจริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องรับประทานยาแก้อักเสบก็สามารถบรรเทาอาการเจ็บคอให้ลดลงได้ ด้วยของใกล้ตัวอย่างสมุนไพรไทย ที่เราหยิบยกขึ้นมาให้ได้ทราบกัน ถ้าคุณกำลังเจ็บคออยู่ละก็ ลองมองซ้ายมองขวาหาสมุนไพรเหล่านี้ดู ถ้าเจอแล้วรีบหยิบมาใช้ รับรองได้ว่าที่เจ็บคออยู่น่ะบรรเทาลงได้แน่นอน

กระเทียม

กระเทียมเป็นสมุนไพรในครัวที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้เช่นเดียวกับยาต้านจุลชีพที่ใช้ในทางการแพทย์เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย โดย Michael Finkelstein แพทย์องค์รวมในย่านเวสต์เชสเตอร์ เคาท์ตี้ เมืองนิวยอร์ก ได้เปิดเผยว่า กระเทียมเป็นสมุนไพรที่สามารถรักษาอาการเจ็บคอเนื่องจากการติดเชื้อได้ อีกทั้งยังช่วยต่อสู้กับเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการเจ็บคอได้อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะสารอัลลิซิน (Allicin) ที่อยู่ในกระเทียมสดนั่นเอง โดย Finkelstein ก็ยังได้แนะนำอีกว่าถ้าหากอยากจะใช้กระเทียมรักษาอาการเจ็บคอแต่ไม่ชอบความฉุนของกระเทียมก็ให้นำกระเทียมทั้งหัวไปอุ่นในไมโครเวฟ 10-15 วินาทีแล้วค่อยนำมารับประทาน จะช่วยให้กลิ่นฉุนของกระเทียมลดลงได้

ขมิ้น

เจ้าสมุนไพรชนิดนี้มักจะนิยมนำมาแต่งกลิ่น หรือแต่งสีอาหารเท่านั้น แต่สรรพคุณของขมิ้นก็ถือว่าดีใช่ย่อยเลยนะ เพราะเจ้าสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ในขมิ้นมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบได้ เหมาะจะนำมาใช้รักษาอาการเจ็บคอที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุคออย่างยิ่ง แถมยังช่วยลดอาการไอได้อีกด้วย แค่เพียงนำขมิ้นผงมาชงกับน้ำอุ่นและเติมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย จิบขณะที่อุ่น ๆ ก็จะช่วยให้ชุ่มคอและหายเจ็บคอได้เร็วขึ้นค่ะ

หัวหอม

นอกจากกระเทียมแล้ว ญาติอย่างหัวหอมก็สามารถรักษาอาการเจ็บคอได้เช่นกัน เพราะหัวหอมมีสารต้านอาการอักเสบที่ทรงประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยต้านเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ ไม่เพียงเท่านั้น หัวหอมยังขึ้นชื่อว่าเป็นยาปฏิชีวนะจากธรรมชาติที่ปลอดภัยอีกด้วย วิธีการใช้เพื่อรักษาอาการเจ็บคอก็ไม่ยาก เพียงนำหัวหอมมาสับพอหยาบ ผสมกับน้ำผึ้ง 6 ออนซ์ (ประมาณ 177 มิลลิลิตร) เคี่ยวในหม้อสองชั้นด้วยไฟเบา ๆ ประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นนำมาชงน้ำอุ่น จิบระหว่างวันจะช่วยให้อาการบรรเทาลงได้ค่ะ

ขิง

ขิงเป็นตัวเลือกยอดนิยมของใครหลาย ๆ คน เวลาที่รู้สึกเจ็บคอ เนื่องจากขิงสามารถช่วยต้านการอักเสบ รวมทั้งสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวการของอาการเจ็บคอได้อีกด้วย วิธีใช้ก็ไม่ยาก แค่เพียงนำขิงหั่นแว่นไปต้มกับน้ำแล้วนำมาจิบเป็นชา หรือจะเคี้ยวขิงสด ๆ ก็ได้ แต่ถ้าหากไม่มีเวลาหรือไม่ชอบรับประทานขิงสดละก็ ลองหาขิงผงมาชงน้ำอุ่นดื่มก็ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอเช่นกันค่ะ

มะนาว

ปิดท้ายกันด้วยพืชที่มีรสชาติจี๊ดจ๊าดอย่างมะนาว ที่หลายคนนิยมนำมาผสมกับน้ำผึ้งและน้ำอุ่นดื่มเพื่อบรรเทาอาการไอ นอกจากจะมีวิตามินซีสูงแล้ว ในน้ำมะนาวเนี่ยก็ยังมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบได้อีกด้วย และถ้าหากดื่มเป็นประจำทุกวันก็สามารถช่วยบำรุงสุขภาพได้ ซึ่งวิธีใช้ในการรักษาอาการเจ็บคอ ก็สามารถใช้ได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นนำน้ำมะนาวชงกับน้ำอุ่นและเติมเกลือเล็กน้อย หรือเติมน้ำผึ้ง หรือถ้าอยากให้ได้ผลดีขึ้นก็นำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำผึ้งและพริกปั่นเล็กน้อย จะยิ่งช่วยให้อาการเจ็บคอ และไข้หวัดหายได้เร็วขึ้นค่ะ

 

สมุนไพรไทยล้วนแต่เป็นของดีเพื่อสุขภาพทั้งนั้น จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยรักษาอาการเจ็บคอได้ แต่ก็อย่าพึ่งพาธรรมชาติมากเกินไป เพราะหากอาการเจ็บคอนั้นเป็นเรื้อรัง ใช้สมุนไพรยังไงก็ยังไม่หายก็ควรจะไปพบแพทย์ดีกว่า เพื่อความปลอดภัยค่ะ

 

ขอขอบคุณ : health.kapook.com

ทำไมคนเราพูดไปมือก็ต้องขยับตามไปด้วย

1290_3

 

เคยสังเกตุไหมครับ ทำไมเวลาที่เราพูดนั้น เรามักจะมีการขยับมือประกอบไปด้วย ทั้งๆที่เราสามารถพูดกันรู้เรื่องด้วยคำพูดหรือภาษาอย่างเดียวโดยไม่ต้องใช้มือมาประกอบเนื้อหาการพูดเลยด้วยซ้ำ  เช่น การ Chat กันทางออนไลน์ ไม่ต้องเห็นมือกันก็คุยกันรู้เรื่อง

ทำไมคนเราพูดไปมือก็ต้องขยับตามไปด้วย ตอนแชทกันไม่เห็นต้องเคลื่อนไหวมือ

มีผู้พยายามจะบอกว่า การที่เราใช้มือไม้เคลื่อนไหวไปขณะที่เราพูดนั้นเป็นเพราะว่า เราอยากจะใช้มือเป็นองค์ประกอบในการบรรยายเรื่องราวให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจประเด็นที่ต้องการจะสื่อ เช่น การทำมือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจากซ้ายไปขวา เพื่อบรรยายเรื่องราวของ รถที่วิ่งเร็วๆ แต่ทว่า คำอธิบายนี้ไม่สามารถอธิบายอีกประเด็นนึงได้นั่นคือ

ทำไมคนเราพูดไปมือก็ต้องขยับตามไปด้วย แม้ขณะที่ผู้ฟังมองไม่เห็นมือเรา

ตอนที่เราโทรศัพท์ ผู้ที่เราคุยด้วยทางโทรศัพท์ไม่สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของมือของเรา แต่เราก็ยังมีการเคลื่อนไหวมือ ยิ่งถ้าหากเป็นการคุยโทรศัพท์แบบใช้หูฟัง Bluetooth เรายิ่งเคลื่อนไหวมือมากขึ้นไปอีก ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็นมือเราสักหน่อย ………อืมน่าคิดนะครับ

มีการทดลองอันนึงที่เค้าสงสัยว่า มือเคลื่อนไหวระหว่างที่พูดเพื่ออะไร มันเป็นเหตุหรือเป็นผล ของการพูดกันแน่ นักวิจัยสองสามคนชื่อ Frances Rauscher, Bob Krauss, และ Yihsiu Chen ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ในปี 1996 เค้าทำการทดลองด้วยการเอาผู้คนมาดูการ์ตูนเรื่อง Wile E. Coyote and the Road Runner

การทดลองเพื่อค้นสาเหตุ

เมื่อดูการ์ตูนเรื่องนี้กันจนจบ เค้าก็แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่เค้าสนใจคือ กลุ่มที่ออกมาเล่าเรื่องที่ดูจบไป แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเอามือมัดเอาไว้ไม่ให้ขยับได้ เค้าพบว่า กลุ่มที่ถูกเอามือมัดไว้ จะบรรยายเรื่องที่ดูไปได้อย่างกระท่อนกระแท่น มีการใช้คำว่า เอ่อ อ่า เอิ่ม เยอะกว่าปกติ และ เยอะกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ถูกมัดมือไว้

เค้าเลยได้ข้อสรุปว่า มือไม่ได้เคลื่อนไหวตามเรื่องที่พูดหรอก อันที่จริงแล้ว มือน่ะนำสมองในการพูดเสียอีก …….ยังไงน่ะเหรอ

นักจิตวิทยาบอกว่า การที่คนเราจะพูดเรื่องราวอะไรออกมาได้นั้น คนๆนั้นจะต้องนึกคำพูดออกมาก่อน (แหงล่ะ) แต่การที่คนเราจะพูดอะไรด้วยคำว่าอะไรนั้นสมองจะต้องกลั่นกรองออกมาจาก “ภาพ” ที่มีในความทรงจำ ทีนี้เพื่อให้ความทรงจำนั้นออกมาเป็นคำพูดได้ คนเราก็เลยใช้มือเพื่อประกอบการทำงานของสมอง เพื่อให้สมองเห็นภาพชัดขึ้นจะได้เลือกคำมาใช้ได้ถูก เช่น เวลาจะพูดถึงเอกสารที่ได้รับ คนเราบางคนอาจจะทำนิ้วเคลื่อนที่เป็นสี่เหลี่ยม เพื่อจะบอกคำว่า “ซองจดหมาย”

สรุป

การค้นพบเรื่องนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจว่า การเคลื่อนไหวมือระหว่างการพูดไม่ได้เป็นเรื่องของการสื่อสารกับบุคคลอื่นหรอก แต่มันเป็นการสื่อสารกับตัวเราสมองของเราเองต่างหากและมันอาจจะเกี่ยวข้องกับร่างกายทุกส่วนเลยด้วยซ้ำ

ความเข้าใจอันนี้จะสามารถทำให้เรานำไปประยุกต์ใช้ เพื่อการเป็นผู้พูดที่เก่ง ที่ทัน คิดคำพูดฉับไว มีเนื้อหาที่คมกระชับในระยะเวลาสั้น ในการพูดหรือบรรยาย หรือ ในการพูดคุยในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คนพูดดูฉลาดเฉลียวได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้มือและร่างกายช่วยสมองคิด

บางทีเราอาจจะลืมๆเรื่องการพูดในที่สาธารณะแบบตัวนิ่งๆไปบ้าง เพื่อแลกกับ ความสามารถของสมองที่จะดีกว่าปกติด้วยการเคลื่อนไหวมือเยอะๆก็เป็นได้นะครับ

ภาพประกอบ : www.momypedia.com

เกณฑ์วัดความเผ็ดร้อนสากล เรียกว่า สโกวิลล์

Woman lips and chili pepper

Woman lips and chili pepper

เป็นคำที่ตั้งขึ้นตามชื่อของผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับนี้ ซึ่งก็คือ วิลเบอร์ ลินคอร์น สโกวิลล์ นักเคมีชาวอเมริกัน โดยเขาได้คิดค้นระดับวัดความเผ็ดนี้ขึ้นในปี 1912 ขณะทำงานอยู่ที่บริษัทผลิตยาพาร์ก เดวิส เพื่อวัดความฉุนหรือความเผ็ดร้อนของพริกต่างชนิดกัน

วิธีการทดสอบความเผ็ดแบบดั้งเดิมของสโกวิลล์นั้น

เขาใช้สารละลายของพริกสกัดเจือจางลงในน้ำละลายน้ำตาลจนกระทั่งไม่รับรู้ถึงความร้อนอีก และการเจือจางนี้เองจะให้ระดับความเผ็ดร้อนเป็นแบบสโกวิลล์ โดยพริกหรือพริกไทยที่ไม่มีสารแคปไซซินเลยก็จะมีค่าสโกวิลล์เป็น 0 หมายความว่าไม่สามารถรับรู้ถึงความเผ็ดร้อนได้เมื่อทำการเจือจาง

ในทางตรงกันข้าม พริกที่เผ็ดที่สุดอย่างฮาบาเนโรจะมีค่าสโกวิลล์สูงถึง 300,000 หรือมากกว่า เป็นการชี้ชัดว่าสารสกัดของพริกชนิดนี้ต้องเจือจางถึง 300,000 ครั้งกว่าที่แคปไซซินจะหมดไป

ทว่า การทดสอบความแบบเผ็ดด้วยวิธีดั้งเดิมนี้ก็มีจุดอ่อนอย่างมากคือ

ระดับความเผ็ดที่วัดได้จะไม่แน่นอน เนื่องจากการทดสอบต้องขึ้นอยู่กับคนที่เป็นผู้ทดสอบ ต่างคนต่างเวลาก็ทำให้ระดับที่วัดคลาดเคลื่อนได้แต่ในปัจจุบัน มีการพัฒนาวิธีการวัดระดับความเผ็ดของพริกให้ทันสมัยและเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น โดยใช้โครมาโทกราฟฟีเหลวคุณภาพสูงหรือเอชพีแอลซีในการวัดระดับความเผ็ดแทน วิธีนี้อาจเรียกว่ายิลเลตต์ เมธอดก็ได้

หน่วยวัดความเผ็ดของพริก

ซึ่งวิธีการนี้จะระบุและวัดสารเคมีที่ผลิตความร้อน

แล้วจึงนำมาหาค่าที่ได้คำนวณด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์ แต่ผลที่ได้จะออกมาเป็นหน่วยความเผ็ดแบบเอเอสทีเอ ซึ่งเมื่อคูณด้วย 15 ก็จะได้หน่วยสโกวิลล์ออกมา แต่ผลการคูณเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น และผู้เชี่ยวชาญก็ยืนยันว่าผลลัพธ์อาจน้อยกว่าวิธีการของสโกวิลล์ 20-40%

สำหรับความเผ็ดที่วัดได้จากพริกขี้หนูสวนบ้านเรานั้นจะอยู่ที่ 50,000 – 100,000 สโกวิลล์ ขณะที่สารแคปไซซินบริสุทธิ์นั้นมีค่าประมาณ 15,000,000-16,000,000 สโกวิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสต์บุ๊คว่าเผ็ดที่สุดในโลกซึ่งก็คือพริกฮาบาเนโรจากเรด ซาบีนานั้นวัดค่าได้ถึง 350,000 – 577,000 สโกวิลล์เลยทีเดียว

ภาพประกอบ : dodeden.com

รู้จริงเรื่อง ไข่ และวิธีกินไข่ ให้ได้ประโยชน์

thaihealth_c_efhosvy12347

ไข่เป็นอาหารของคนหลายชาติหลายภาษา ในแง่โภชนาการ ไข่ขาวและไข่แดงรวมกันจะเป็นอาหารที่สมบูรณ์ ราคาถูก เมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ไก่คือ ผู้ทำอาหารราคาถูกที่คนไม่กินให้เป็นอาหารที่มีคุณภาพดีที่คนกินได้ และเป็นผู้เปลี่ยนคุณภาพอาหารที่มีประสิทธิภาพสูงมากที่เดียว

คุณค่าทางโภชนาการของไข่

ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 50 กรัม ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี โปรตีน 7 กรัม ซึ่งโปรตีนชนิด FAO ได้จัดว่าเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดีที่สุด กล่าวคือ มีค่า Biological Value ประมาณ 100 ซึ่งหมายความว่าเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ มีประสิทธิภาพในการดูดซึมสูงกว่าโปรตีนชนิดอื่น แถมยังมีไขมันเพียงแค่ 6 กรัมและยังให้วิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี1, บี2, บี3, บี6 และ บี12 ธาตุเหล็ก lecithin เป็นต้น

แต่เมื่อมีการศึกษา ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับไข่ และภาวะการเกิดโรคของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร และมีการนำความรู้เหล่านั้นออกเผยแพร่ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน ไม่แน่ใจว่าเป็นอาหารที่บำรุงร่างกายหรือทำร้ายร่างกายกันแน่ ผู้ที่รักสุขภาพมากมายเริ่มไม่ชอบความอร่อยของไข่ เพราะกลัวโคเลสเตอรอลที่มากับไข่แดง บางคนถึงกับแยกกินเฉพาะไข่ขาวปราศจากไข่แดง แต่ไข่แดงกลับมีคุณค่าทางอาหารที่ดีที่สุด การเลือกกินเฉพาะไข่ขาวเพราะกลัวโคเลสเตอรอล ทำให้คุณพลาดคุณค่าที่ดีของไข่แดง เพราะในไข่แดงมีสารอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี วิตามินเอ โฟเลตโคลีน และบรรดาเกลือแร่ต่าง ๆ แคลเซี่ยม เหล็ก

กินไข่ทุกวันปลอดภัย หรือ อันตราย

  1. มหาวิทยาลัย North Carolina สหรัฐอเมริกา สนับสนุนให้กินไข่ทุกวัน เพราะเป็นแหล่งสารอาหารที่ถูกมากโดยเฉพาะโคลีนที่มีมากในไข่แดง ซึ่งช่วยให้ระบบเซลล์สื่อประสาททำงานได้ดี ช่วยเรื่องความจำ เด็ก ๆ ควรกินสม่ำเสมอเพราะไม่ต้องห่วงเรื่องโคเลสเตอรอล
  2. กินไข่ทำให้โคเลสเตอรอลตัวดีอย่าง HDL เพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ การมี HDL ทำให้อัตราส่วนโคเลสเตอรอลรวมกับ HDL ดีขึ้น สัดส่วนที่ดีหมายถึงเอาโคเลสเตอรอลรวมหารด้วย HDL ค่าที่ดีควรอยู่ที่ 2-3 ในผู้หญิง และ 3-4 ในผู้ชาย
  3. กินไข่ไม่ทำให้อ้วน จากการติดตามศึกษากลุ่มคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นไข่เทียบกับกลุ่มที่ทานซีเรียลและขนมปัง เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่กินไข่เป็นอาหารเช้าจะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยต่ำกว่าอีกกลุ่ม เป็นเพราะโปรตีนจากไข่ร่างกายจะค่อย ๆ ย่อยเป็นพลังงานอย่างช้าๆ ไม่เหมือนกับการกินคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันที่จะย่อยเร็วกว่า จึงทำให้หิวเร็วกว่าและทานซ้ำมากกว่า
  4. แม้ว่าไข่จะมีโคเลสเตอรอลสูงถึง 200 มิลลิกรัม แต่สมาคมโรคหัวใจของอเมริกาได้ให้ข้อกำหนดว่าเราควรกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน
  5. มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำการศึกษาว่าการกินไข่มากกว่าวันละฟองไม่ทำให้ความเสี่ยงของโรคหัวใจเพิ่มขึ้น แต่การปฏิเสธไม่กินไข่เลยหรือเลือกกินเฉพาะไข่ขาวไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ เพราะร่างกายหากได้โคเลสเตอรอลไม่เพียงพอร่างกายเราก็จะพยายามผลิตออกมาเอง ซึ่งอาจจะมากกว่าการกินเข้าไป
  6. การกินแบบพอดี ไข่วันละฟองหรือสัปดาห์หนึ่ง 3-4 ฟอง ไม่ก่อปัญหาให้มากแต่ที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการได้ไขมันส่วนเกินจากเครื่องเคียงเสียมากกว่า เช่น ไส้กรอกทอดที่อุดมด้วยน้ำมันทั้งนอกและใน ไข่เจียวอมน้ำมัน หรือขนมปังทาเนยจริงหรือเทียม ล้วนเป็นตัวสร้างปัญหาให้มากกว่าตัวไข่เอง

ควรบริโภคไข่เท่าไหร่ / ต่อวัน

คนไทยบริโภคไข่เพียง 132 ฟอง/คน/ปี ขณะที่คนญี่ปุ่นบริโภคถึง 347 ฟอง/คน/ปี คนจีน 310 ฟอง/คน/ปี คนมาเลเซีย 246 ฟอง/คน/ปี สหรัฐอเมริกา 243 ฟอง/คน/ปี สหภาพยุโรป 214 ฟอง/คน/ปี สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจผิดเรื่องโคเลสเตอรอลที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ

มีข้อแนะนำดังนี้

1.เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ให้ไข่แดงต้มสุกผสมกับข้าวบดให้ครั้งแรกปริมาณ น้อย ๆ ก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เด็กอายุ1 ปีขึ้นไป จนถึงวัยรุ่นบริโภคได้วันละ1 ฟอง

2.วัยทำงานสุขภาพปกติ บริโภค 3-4 ฟอง/สัปดาห์

3.ผู้ป่วย ที่เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ควรบริโภคไข่ 1 ฟอง/สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์

ส่วนโคเลสเตอรอลที่มีในไข่นั้น จะอยู่เฉพาะในไข่แดง ส่วนของไข่ขาวไม่มีโคเลสเตอรอล ในไข่แดงยังมี เลซิธิน ซึ่งจะไปช่วยอิมัลซิฟายไขมัน ทำให้ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาพเล็ก ๆและ ไหลเวียนไปกับกระแสเลือด ป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด เลซิธินยังเป็น สารที่ช่วยบำรุงประสาท และสมอง จากคุณสมบัติของเลซิธินดังกล่าว จึงมีการผลิตขาย ในรูปของอาหารเสริม เพื่อช่วยป้องกันปลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ บำรุงสมอง ทำให้สมองทำหน้าที่ได้อย่างปกติ ช่วยย่อยไขมัน ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน แต่มีราคาแพงมาก ถ้าเรารับประทานไข่แดงร่างกายก็ได้รับเลซิธิน ตามธรรมชาติอยู่แล้ว ในราคาถูกอีกด้วย

บริโภคไข่อย่างไรให้ได้ประโยชน์

1.เลือกซื้อไข่ที่สด ใหม่ เปลือกไข่ไม่แตกหรือบุบร้าว

2.เช็ดเปลือกไข่ที่สกปรกให้สะอาด

3.ล้างมือทุกครั้งทั้งก่อนและหลังสัมผัสไข่

4.ควรเก็บไข่ไว้ในตู้เย็นเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์

5.ควรบริโภคไข่ให้หมดภายใน2 สัปดาห์หลังจากซื้อ

6.กินแต่ไข่สุกเท่านั้น

7.กินไข่หลากหลายเมนู เช่น ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่เจียว ไข่ดาว และไข่น้ำ

8.กินไข่ร่วมในอาหารหลัก 5 หมู่

9.หลีกเลี่ยงอาหารไขมันและโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไขมันจากสัตว์

10.ออกกำลังกายเป็นประจำ

ข้อมูลและภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

น่ากินมาก 12 ร้านผัดไทย อิ่มอร่อยรอบ ๆ กรุง

padtai

ไม่ว่าจะคนไทยหรือชาวต่างชาติก็คงจะคุ้นเคยชื่อของ “ผัดไทย” เมนูประจำชาติของคนไทยแสนอร่อยที่ไม่ว่าใครจะต้องเคยลิ้มลองรสชาติกันอยู่เสมอ วันนี้เราเลยแวะไปคัดเอาสุดยอดร้านผัดไทย มาฝากเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาร้านอร่อย ๆ มาฝากกัน ส่วนจะมีร้านไหนเด็ดโดนใจบ้าง ตามไปชมกันเลย ><

  1. ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี

ร้านทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี ตั้งอยู่บริเวณริมถนนมหาไชย เปิดบริการมากว่า 49 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งร้านขึ้นชื่อของเมนูผัดไทยในกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก ภายใต้คอนเซ็ปต์ของร้านที่ว่า “ที่แรก ที่เดียว ที่สุด ของผัดไทย”   ซึ่งชื่อน่ากลัว ๆ ของร้านนี้ก็มาจากประตูเมืองที่ในสมัยก่อนถูกใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงศพออกจากเขตประตูเมืองของกรุงเทพฯ นั่นเอง โดยร้านผัดไทยแห่งนี้เริ่มขายในปี 2506 เป็นร้านค้าเล็ก ๆ ในห้องแถว มีครัวสำหรับทำอาหารตั้งอยู่หน้าร้านซึ่งเราสามารถชมวิธีการปรุงผัดไทยจากเตาแบบสด ๆ ส่วนเมนูเด็ดของร้านที่คิดค้นสูตรด้วยตัวเองได้แก่ ผัดไทยเส้นจันท์, ผัดไทยเจ, ผัดไทยเส้นจันท์มันกุ้ง, ผัดไทยเส้นจันท์ มันกุ้ง กุ้งสด, ผัดไทยไม่ใส่เส้น, ผัดไทยเส้นจันท์ ทรงเครื่อง (ปู กุ้ง ปลาหมึก) และผัดไทยวุ้นเส้น

ที่อยู่ : สาขาแรก ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี เปิดให้บริการตั้งแต่ เวลา 17.00–02.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์) เลขที่ 313-315 ถนนมหาไชย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0 2221 6280, 0 2621 1288 และ สาขาพุทธมณฑลสาย 4 เลขที่ 99/11 ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เปิดให้บริการตั้งแต่ เวลา 11.00–20.00 น. โทรศัพท์ 08 6429 9999, 0 2744 4444

เว็บไซต์ : thipsamai.com และ เฟซบุ๊ก ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี-Thipsamai Restaurant

  1. เฮียดำ ผัดไทยไฟลุก

ร้านผัดไทยที่ถูกใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตั้งอยู่บริเวณถนนอาหารในซอยสุขุมวิท 38 เพราะลีลาการผัดที่เป็นเทคนิคเฉพาะตัวของเจ้าของร้านที่จะต้องไฟแรงลุกท่วมกระทะจนเป็นที่มาของชื่อร้าน การันตีด้วยการเปิดกิจการมายาวนานกว่า 30 ปี แถมทางร้านยังได้รับป้ายประกาศการันตี ความอร่อยจากหลายสถาบันอีกด้วย นอกจากเมนูผัดไทยกุ้งสด, วุ้นเส้นผัดไทย ที่ขึ้นชื่อของร้านแล้ว ยังมีเมนูอาหารตามสั่งแนะนำอื่น ๆ อย่าง ข้าวผัดปู กุ้ง ทะเล, ข้าวผัดพริกมันกุ้ง, ข้าวผัดต้มยำทะเล, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ, ก๋วยเตี๋ยวผัดขี้เมา, สุกี้แห้ง-น้ำ, ผัดมักกะโรนี, ต้มยำกุ้ง และยำมาม่า เป็นต้น

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 20.00-03.00 น.

ที่อยู่ : ซอยสุขุมวิท 38 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ : 08 4160 5430

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก เฮียดำ ผัดไทยไฟลุก สุขุมวิท 38

  1. ผัดไทยเจ๊ณี

ร้านผัดไทยโบราณ ตั้งอยู่ภายในซอยโชคชัยร่วมมิตรหรือวิภาวดี 16 เป็นร้านในห้องแถวเล็ก ๆ ริมถนน ด้านหน้าก็ตั้งเป็นครัวและเตาสำหรับผัดไทยให้เห็นกรรมวิธีการผัดแบบสด ๆ กันเลยทีเดียว ส่วนเมนูผัดไทยของร้านก็ทำด้วยความตั้งใจและใส่ใจทุกจาน เน้นการปรุงด้วยรสชาติเข้มข้น เส้นเหนียวนุ่ม ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก พร้อมด้วยสมุนไพรต่าง ๆ ตามสูตรเด็ดของร้าน นอกจากนี้ยังมีขนมหวานอย่าง บัวลอย ไว้ล้างปากหลังทานผัดไทยเสร็จแล้วอีกด้วย ^^

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00-20.30 น. (หยุดทุกวันอาทิตย์)

ที่อยู่ : 101/3 ซอยวิภาวดีรังสิต 16 วิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ : 0 2275 9394

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ร้านผัดไทย เจ๊ณี ซอยโชคชัยร่วมมิตร

  1. ผัดไทยเสวย

ใครที่กำลังมองหาร้านผัดไทยห่อไข่แบบอร่อย ๆ โดนใจกันอยู่ต้องไม่พลาดที่จะไปลิ้มลอง “ร้านผัดไทยเสวย” ซึ่งเปิดให้ลิ้มรสความอร่อยที่บริเวณสุดซอยลาดพร้าว 71 เป็นร้านเล็ก ๆ ที่ดัดแปลงจากบ้านเทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น ส่วนครัวตั้งอยู่ด้านข้างของร้าน ซึ่งเมนูผัดไทยของร้านเน้นการปรุงน้ำผัดไทยด้วยสูตรของตัวเอง ทำให้ผัดไทยของร้านยังคงความอร่อยและมีรสชาติเข้มข้นทุกจาน ส่วนเมนูแนะนำเด็ด ๆ ของร้านได้แก่ ผัดไทยกุ้งสดห่อไข่, ข้าวผัดต้มยำห่อไข่ และยังบริการเมนูอาหารตามสั่งหลากหลายรสชาติอีกด้วย

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-21.30 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

ที่อยู่ : 41/154 ถนนสุคนธสวัสดิ์ ซอย 8 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ : 0 2570 9229

  1. ผัดไทยท่ายาง (เพชรบุรี)

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งของดีเมืองเพชรบุรีเลยก็ว่าได้ สำหรับ ร้านผัดไทยท่ายาง ตัวร้านดัดแปลงมาจากบ้านไม้สองชั้น จัดวางที่นั่งแบบเรียบง่าย แต่ขอบอกว่าคนแน่นร้านทุกวัน ส่วนเมนูอร่อยที่ไม่ควรพลาดของร้าน ได้แก่ ผัดไทยกุ้งเส้นจันท์, ผัดไทยทะเลใส่ไข่กุ้ง, ผัดไทยกุ้งสด, ผัดไทยวุ้นเส้น ที่เสิร์ฟมาพร้อมกะหล่ำปลีหั่นฝอย ที่เป็นเอกลักษณ์ของผัดไทยท่ายาง ร้านนี้เลยก็ว่าได้^^

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-16.00 น.

ที่อยู่ : 42 ถนนราษฎร์บำรุง ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี

โทรศัพท์ : 0 3246 1268

  1. ผัดไทยลำซิ่ง

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งร้านที่แปลกแหวกแนวไม่เหมือนใครเลยก็ว่าได้สำหรับ “ผัดไทยลำซิ่ง” ตัวร้านมีเส้นให้เลือกกว่า 20 แบบ ซึ่งเป็นผัดไทยประยุกต์ ทั้งเส้นจันท์, เส้นเซี่ยงไฮ้, เส้นสาหร่ายญี่ปุ่น, วุ้นเส้น และเส้นยอดมะพร้าวอ่อน เป็นต้น ส่วนเมนูแนะนำของร้านได้แก่ ผัดไทยกุ้งสดธรรมดา, ผัดไทยต้มยำกุ้ง, ผัดไทยแกงเขียวหวาน, ผัดไทยต้มข่า, ผัดไทยมะละกอ แถมยังมีเมนูอื่น ๆ อีกมากมาย

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-20.00 น.

ที่อยู่ : 76/1 หมู่บ้านสัมมากร ซอยรามคำแหง 112 แยก 5 ถนนรามคำแหง แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ : 08 2086 6628, 08 1420 4232

  1. ผัดไทย ประทุมทิพย์

ร้านผัดไทยโบราณที่ตั้งอยู่ย่านเก่าบางโพ เป็นร้านเก่าเจ้าเด็ดที่ขึ้นชื่อเรื่องเส้น ที่เหนียวนุ่มซึ่งคัดมาเป็นพิเศษ นำมาผักแบบแห้ง ๆ ส่วนตัวร้านเน้นการออกแบบเรียบง่ายและเปิดโล่งสบาย ๆ มีทั้งชั้นล่าง และชั้นลอยให้ได้นั่งทานอย่างเอร็ดอร่อย และเมนูแนะนำของร้าน ได้แก่ ผัดไทยกุ้งใหญ่, ผัดไทยรวมมิตร, ขนมผักกาด, หอยทอด เป็นต้น นอกจากนี้ทางร้านยังรับจัดบูธออกงานนอกสถานที่อีกด้วย

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-20.30 น. (หยุดทุกวันอาทิตย์)

ที่อยู่ : 85-89 ถนนประชาราษฎร์ สาย 2 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ : 0 2912 8904

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ประทุมทิพย์ผัดไทย

  1. ปุ๊กผัดไทย

หากใครที่ชื่นชอบผัดไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขอแนะนำ ร้านปุ๊กผัดไทย เลยค่ะ ร้านอยู่ที่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ระหว่างแยกบางโพ และแยกเตาปูน เปิดบริการผัดไทยแบบสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ซึ่งตัวผัดไทยโดยเด่นด้วยใบผักชีฝรั่งที่โรยหน้า พร้อมด้วยเกี๊ยวกรอบ เน้นอร่อยแบบแห้ง ๆ แต่เข้าถึงเครื่อง ส่วนเมนูแนะนำของร้านที่ไม่ควรพลาดได้แก่ วุ้นเส้นผัดไทย, ผัดไทยกุ้งสด แถมร้านยังมีบริการอาหารตามสั่งเมนูอื่น ๆ ให้เลือกอีกด้วย

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-23.00 น.

ที่อยู่ : 251/2-3 ประชาราษฎร์ สาย 2 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ : 0 2912 7690

  1. ผัดไทยอารีย์

ร้านผัดไทยอารีย์ ถือเป็นต้นตำรับของผัดไทยมะละกอเลยก็ว่าได้สำหรับเจ้านี้ ตัวร้านเป็นห้องแถวขนาดย่อม ๆ ตกแต่งแบบโมเดิร์นด้วยสีขาวตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและน้ำตาล มีครัวตั้งอยู่ด้านข้างของร้าน ส่วนเมนูผัดไทยของร้านก็มีให้เลือกหลากหลายทั้ง ผัดไทยเส้นมะละกอ, ผัดไทยเส้นจันท์,  ผัดไทยวุ้นเส้น, ผัดไทยไม่ใส่เส้น, ผัดไทยเกี๊ยวกรอบ, ผัดไทยไวไว,  ผัดไทยเกี๊ยมอี๋, ผัดไทยข้าวสวย และผัดไทยมะกะโรนี เป็นต้น

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น.

ที่อยู่ : 404/17 ซอยสายลม ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ : 0 2270 1654

  1. ผัดไทย นานา

ร้านผัดไทยนานา หรือผัดไทยตะหลิวสั้น ถือเป็นเจ้าดังที่ขึ้นชื่อเรื่องผัดไทยย่านบางลำพูเลยก็ว่าได้ ซึ่งร้านนี้เปิดมาแล้วกว่า 60 ปี ส่วนที่มาของชื่อร้านผัดไทยตะหลิวสั้นนั้นมาจากตะหลิวด้ามสั้น ๆ ที่ทำจากไม้เนื้อแข็งแทนด้ามที่เคยหักไปที่ทางร้านใช้ผัดนั่นเอง ส่วนที่นั่งภายในร้านก็นั่งได้ไม่เกิน 15 คน ซึ่งเมนูผัดไทยของร้านก็เป็นสูตรเฉพาะที่จะต้องผัดแบบแห้ง ๆ รับรองว่า 60 ปีที่แล้วเคยอร่อยแบบไหน ปัจจุบันก็ยังคงรสชาติเดิมอยู่เลยก็ว่าได้

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา  11.30-15.00 น. และ 16.00-21.00 น.

ที่อยู่ : 152 ถนนสามเสน แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ : 0 2281 8197

  1. ผัดไทยกุ้งสด “ลุงเปี๊ยก”

ถือเป็นอีกหนึ่งร้านที่เปิดเอาใจคนชอบทานผัดไทยตอนดึกเลยก็ว่าได้ สำหรับ ร้านผัดไทยกุ้งสดลุงเปี๊ยก ตั้งอยู่การเคหะแห่งชาติคลองจั่น ส่วนเมนูผัดไทยของร้านเน้นสูตรผัดด้วยน้ำมะขามเปียก และเทคนิคการผัดให้เส้นเหนียวนุ่ม ไม่อืด ส่วนเมนูอร่อยแนะนำของร้านได้แก่ เส้นจันท์ ผัดไทย, เส้นหมี่ขาว ผัดไทย, เส้นหมี่กรอบ ผัดไทย, เส้นเกี๊ยวกรอบ ผัดไทย, วุ้นเส้น ผัดไทย และเกาเหลา ผัดไทย

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-02.00 น.

ที่อยู่ : การเคหะแห่งชาติคลองจั่น อยู่ปากซอยแฟลต 7 ถนนเสรีไทย 7 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ : 08 5436 5478

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ผัดไทยลุงเปี๊ยก

  1. ผัดไทยคิคูย่า

ร้านผัดไทยเก่าแก่ของคุณตาและคุณยายซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักร้านผัดไทยใส่กระทงใบตอง โดยร้านยังคงบริการความอร่อยให้กับผู้คนในย่านเก่าแก่นี้มาเป็นเวลานานมากกว่า 20 ปี ด้วยเมนูผัดไทยสูตรโบราณที่ไม่ใส่น้ำมะขามเปียกและถั่วลิสง ซึ่งทางร้านเน้นการเตรียมพร้อมขายตั้งแต่ใช้น้ำมันหมูในการผัด รวมทั้งการเตรียมเส้น, เต้าหู้ที่ต้องรวนน้ำมันเตรียมไว้ก่อนผัด และปรุงรสอร่อยด้วยมันกุ้ง เรียกได้ไม่เน้นเครื่องมากแต่รสชาติอร่อยถูกปากแน่นอน

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการวันอังคาร-เสาร์ เวลา 18.30-22.00 น. (หยุดทุกวันอาทิตย์, จันทร์ และช่วงเทศกาลกินเจ)

ที่อยู่ : สาขา 1 เลขที่ 282 ซอยผลิตผล ถนนวานิช 1 แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0  2712 4582, 08 1253 5961 และสาขา 2 อาคารใกล้ห้างเทสโก้โลตัส เยาวราช ถนนมังกร แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0 8125 35961, 0 8968 89685

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ผัดไทยคิคูย่า

          เรียกได้ว่า “ผัดไทย” เป็นอีกหนึ่งเมนูในดวงใจของเพื่อน ๆ หลายคนเลยก็ว่าได้ สำหรับใครที่ยังไม่มีร้านในดวงใจลองเลือกร้านเด็ด ๆ ที่เราคัดมาฝากกันแล้วตามไปลิ้มรสอร่อย

ข้อมูลและภาพประกอบ : travel.kapook.com